คาดปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโดให้เช่าตามแผน เหตุย่านราชดำริ ห้องชุดให้เช่าน้อย จับต่างชาติอยู่30ปี

 รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด เหตุย่านราชดำริ

 

เล็ง ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ให้เช่าตามแผน 3 ปี ตอบรับกระแสทำเลคอนโดราชดำริหายาก

รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด เหตุย่านราชดำริ ห้องชุดให้เช่าน้อย จับต่างชาติอยู่30ปี

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานบริษัท อาคารพาณิชย์ ราชดำริ ผู้ดำเนินธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงาน อาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์ เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำที่ดินอาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์เปลี่ยนไปทำคอนโดให้เช่า เนื่องด้วยมองว่า ตลาดให้เช่าพื้นที่สำนักงานอีก 3 ปี จะมีผู้ประกอบการใหม่เพิ่มมากจนการแข่งขันสูง โดยเบื้องต้นถ้าหากตัดสินใจทำจริงจะเริ่มใน 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ตลาด ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ให้เช่าในพื้นที่ราชดำริมีศักยภาพสูง ก็เพราะว่าในย่านนี้หาทำเลที่ดีทำคอนโดได้ยากแล้ว ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน จึงเปลี่ยนไปทำคอนโดได้ โดยมองว่าต้องการทำเป็นคอนโดให้เช่า อาจเป็นระยะเวลา 30 ปี มากกว่าขายขาดเนื่องแต่ต้องการเก็บสิทธิที่ดินเอาไว้ คาดว่าจะได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติที่ไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินอยู่แล้ว

นางปิยะมาน กล่าวว่า จะใช้เงินลงทุน50 ล้านบาท ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางของอาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์ในช่วงต้นปีหน้า พร้อมทั้งคาดว่าจะดำเนินการเสร็จได้ใน 4 เดือนโดยจะเพิ่มพื้นที่สำหรับค้าปลีก กับนำพื้นที่ด้านหน้าอาคารที่ยังเหลืออยู่มาทำร้านอาหารกินดื่ม ที่เน้นย้ำการออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม ด้วยตอบสนองความต้องการของผู้เช่าพื้นที่ในการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม พร้อมทั้งเพิ่มรายได้จากร้านอาหารกินดื่ม ส่วนปัจจุบันมียอดใช้พื้นที่สำนักงานให้เช่า 95%

ก่อนหน้านี้ นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ราคาขายคอนโดย่านกลางเมืองที่เป็นไพรม์แอเรีย เช่นว่า เพลินจิตชิดลม ราชดำริ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านที่ดินที่มีน้อย ทำให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันซื้อที่ดิน คาดว่าโครงการเปิดใหม่มีโอกาสเปิดขายราคาสูงถึง 3-4 แสนบาท/ตร.ม.

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน พิจารณาเกณฑ์ ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน

สศค.พิจารณาเกณฑ์ยกเว้นภาษีที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม ขยายมูลค่าบ้านเป็น 1.5-2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ หลังกระทรวงการคลัง ชี้แจงกฎหมายการจัดเก็บภาษีมรดก ผ่านการพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว กฎหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินกับสิ่งปลูกสร้าง จะเป็นกฎหมายอีกฉบับ ที่กระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอครม.ในต้นปีหน้า

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภายหลังที่ได้หารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสมหมาย ภาษี เบื้องต้นสรุปว่า ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะยังคงจัดเก็บที่อัตราเพดาน พื้นที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 1% ส่วนที่ดินว่างเปล่าพร้อมกับเพื่อจะการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 4%

ส่วนอัตราการเก็บจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเริ่มพิจารณาเก็บฐานต่ำในอัตราเดิมก่อนหน้านี้ที่ สศค. เคยนำเสนอไว้ หมายถึง ที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.05% พร้อมกับ ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 0.1% ซึ่งอัตราเก็บจริงจะเก็บครั้งเดียวปีต่อปี ส่วนที่ว่างเปล่าและเพื่อการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 0.5% จะทยอยปรับทุก 3 ปี 2 ครั้ง

ทั้งนี้ทั้งนั้น แนวทางปฏิบัติยังต้องพิจารณาเพิ่มปริมาณใน กรณี สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ ที่ได้รับการยกเว้นเสียภาษีพัฒนาจาก “ไม่เกิน 1 ล้านบาท” เป็น “ไม่เกิน 1.5- 2 ล้านบาท” ด้วยว่าให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ กับให้นำมูลค่าบ้านมาหักลดหย่อนตามข้อยกเว้นก่อน แล้วถึงจะนำมูลค่าบ้านที่เหลือไปคิดเป็นมูลค่าของฐานที่จะต้องเสียภาษี

“ภาษีที่ดินพร้อมกับสิ่งปลูกสร้าง จะมีความชัดเจนพร้อมทั้งเสนอเข้าครม.ได้ประมาณมกราคมปีหน้า ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังต้องการผลักดันแน่นอน”

ทริส หวั่นเก็บภาษีมรดกกระทบกำลังซื้อ

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส เรตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการที่รัฐบาลมีแนวคิดจะจัดเก็บภาษีมรดกที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเงินที่จะได้รับจากการจัดเก็บภาษีมีสัดส่วนคิดเป็น 0.5 % ของจีดีพีเท่านั้น สิ่งที่สังคมต้องทำความเข้าใจ คือ เงินมรดก เป็นเงินที่ประชาชนทำงาน และเก็บเงินไว้ให้ลูกหลาน เงินเหล่านี้ผ่านการเสียภาษีมาแล้ว 1 ครั้ง อย่างการเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล การเก็บภาษีมรดกคือการเก็บภาษีครั้งที่ 2 เช่นนั้นหากรัฐบาลจะทำจริง ต้องอธิบายกับสังคมให้ได้ถึงเหตุผลในการจัดเก็บ

แนะรับสร้างบ้านผนึกกำลังรับเออีซี

นายสุทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการ “ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย’58 @ ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ในหัวข้อ “ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ว่า สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ การที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปเปิดตลาดรับสร้างบ้านในอาเซียนได้นั้น จะต้องร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการไทยด้วยกัน ด้วยว่าที่ผ่านมาสมาชิกยังไม่เข้มแข็ง ยิ่งไปกว่านี้ยังควรตั้งรับมากกว่าตั้งรุก เน้นย้ำการสร้างตลาดพร้อมกับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้สร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง ทำตัวเองให้เป็นตัวเลือกให้กับนักลงทุนจากประเทศต่างๆ เป็นต้นว่า ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย กับสวีเดน ซึ่งจะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นการเจรจากันบ้างแล้ว

ส่วนกลยุทธ์หากจะรุกตลาดอาเซียน ต้องไปกันเป็นกลุ่ม ที่ผ่านมาสมาคมฯ เน้นหนักการสร้างผู้ประกอบการที่มีคุณภาพพร้อมกับเชื่อมโยงกันระหว่างภูมิภาค ซึ่งในปีหน้าจะเน้นเพิ่มพูนให้แก่ผู้ประกอบการขยายตลาดผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ

ชี้ศึกษากฎ-ระเบียบลงทุนให้ชัด

นายสุทธิพร ยังกล่าวว่า นอกจากการรวมกลุ่มช่วยกันรุกตลาดแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องศึกษากฎกับระเบียบต่างๆ ในการเข้าไปลงทุนธุรกิจนี้ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาการลงทุนต่างๆ สำหรับแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน เป็นต้นว่า สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ ในประเทศนั้นๆ

เพราะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือไม่ก็ซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน เนื่องจากมีการพัฒนาที่ช้ากว่าไทยหลายสิบปี ทำให้ขยายเศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก

“พม่าถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปทำธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้น เป็นพิเศษการเข้าไม่ถึงนักลงทุนที่แท้จริง แต่จะต้องผ่านตัวแทนหรือนายหน้า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องรอบคอบ” นายสุทธิพร กล่าว

ตอนที่ความต้องการสร้างบ้านในประเทศลาวพร้อมด้วยกัมพูชานั้นถือว่ามีสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะ พร้อมด้วยกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติ ซึ่งชื่นชอบในฝีมือแรงงานพร้อมทั้งรูปแบบการออกแบบของคนไทย เพราะว่าระดับราคารับสร้างบ้านเฉลี่ยเริ่มต้นตั้งแต่ 20-30 ล้านบาทด้วยว่าผู้มีฐานะ และ 5-10 ล้านบาท สำหรับนักธุรกิจชาวต่างชาติ

มั่นใจปีหน้าธุรกิจสร้างบ้านโต

ส่วนภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้ ถือว่าตลาดไม่ปกติ เป็นพิเศษในช่วงไตรมาส 2 พร้อมกับ 3 ของปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น ทำให้ชะลอการใช้จ่ายเป็นพิเศษผู้บริโภคระดับรากหญ้า

ข้อเสียแรงงานไทยอายุมาก

นายสราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์พร้อมด้วยพัฒนาสังคม สถาบันการวิจัยเพราะด้วยการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ตลาดแรงงานก่อสร้างในไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นพิเศษแรงงานระดับล่าง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งรูปแบบที่ถูกกฎหมายพร้อมด้วยผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวแต่แอบมาทำงานในไทย

ปัจจุบันแรงงานไทยมี 38 ล้านคน คือแรงงานก่อสร้าง 2.4 ล้านคน เป็นแรงงานระดับล่าง 2 ล้านคน หรือว่าคิดเป็น 82% ขณะที่แรงงานต่างด้าว เช่น พม่า กัมพูชา พร้อมกับลาว อยู่ที่ 6.71 แสนคน คิดเป็น 34% ซึ่งแรงงานเวียดนามมีความต้องการที่จะเข้ามาทำงานในไทยมากกว่าแรงงานจากชาติอื่น

“แรงงานระดับล่างหากแข่งขันกันจริง  เราไม่ได้ส่งแรงงานระดับล่าง แค่เรานำเข้าจากซีแอลเอ็มวี ขณะที่ลาวพร้อมกับกัมพูชาใช้แรงงานจากกัมพูชาพร้อมทั้งจีน สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ โดยเหตุค่าแรงไม่สูง  ขณะที่ปัญหาของแรงงานระดับล่างของไทยคือ เป็นแรงงานผู้สูงอายุ รวมถึงแรงงานไทยทำงานเป็นฤดูกาล ซึ่งจะต้องหาแรงงานต่างชาติเข้ามาชดเชยซึ่งถือเป็นข้อเสียเปรียบ ขณะที่แรงงานต่างด้าวเป็นวัยหนุ่มสาว”

 

ทช.-กรมทางหลวงชนบท ได้ฤกษ์เปิดใช้ในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ “ถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก”

เชื่อม ราชพฤกษ์-ไทรน้อย  ฤกษ์เปิดใช้ 28 ธ.ค. บูมโซนตะวันตก

หลังใช้เวลาก่อสร้างร่วม 3 ปี นับจากวันแรกตอกเข็มเมื่อกุมภาพันธ์ 2555 ล่าสุดโปรเจ็กต์ 2,444 ล้านบาท ถนนเชื่อมต่อ  ถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก  ช่วงแนวตะวันออก-ตะวันตก ของ “ทช.-กรมทางหลวงชนบท” จะได้ฤกษ์เปิดใช้ในวันที่ 28 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

ปัจจุบันผลงานก่อสร้างพัฒนาอยู่ที่ประมาณ 92% เพราะว่ามีกำหนดจะแล้วเสร็จ 100% ในเดือนมกราคม 2558 แต่เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนนนทบุรี ทาง “กระทรวงคมนาคม” จึงเร่งรัดเปิดใช้โครงการนี้ก่อนกำหนด เพื่อการจราจรพื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯพร้อมทั้งนนทบุรีคล่องตัวมากขึ้น

จริง ๆ โครงการนี้ตามสัญญาเดิมจะแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ทางผู้รับเหมาก่อสร้าง “บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น” ได้ขอขยายเวลาออกไปอีก 5 เดือน จึงเลื่อนกำหนดเปิดบริการไปเป็นเดือนธันวาคมนี้แทน

เพื่อโครงการนี้ จะเป็นถนนตัดใหม่ ขนาด 6 ช่องจราจร จะเชื่อมต่อกับถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ ในแนวถนนชัยพฤกษ์ เพราะเส้นทางเมื่อมาจากสะพานพระราม 4 บริเวณห้าแยกปากเกร็ด ถัดจากจะทะลุออกถนนวงแหวนตะวันตก จะทำให้การเดินทางจะคล่องตัวขึ้น เนื่องด้วยไม่ต้องวิ่งเข้าไปยังถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ อีกต่างหากจะเป็นการเปิดพื้นที่ขยายเมืองออกไปรอบนอกมากขึ้น คาดหมายว่าในอนาคตย่านนี้จะเกิดการพัฒนาใหม่ ๆ เกิดขึ้นหลังมีถนนตัดผ่าน

เพราะว่า จุดเริ่มต้นโครงการจะอยู่ที่ถนนสายบางกรวย-ไทรน้อย บริเวณแยกสามวัง มุ่งไปทางตะวันออก เลี่ยงพื้นที่ชุมชนซอยฟาร์อีส 1 (เทศบาล 10) และซอยฟาร์อีส 2 (เทศบาล 12) จากนั้นข้ามคลองลำโพธิ์ ผ่านหมู่บ้านภัทราวรรณ์ ผ่านคลองขุดชลประทาน ชุมชนเบาบาง แล้วเบนเส้นทางไปทางขวา ผ่านคลองขุนมหาดไทย จากนั้นตรงเข้าบรรจบกับถนนชัยพฤกษ์ จะมีการก่อสร้างทางแยกต่างระดับสาลีโขบริเวณจุดต่อเชื่อมเส้นทาง และถนนระดับดินขนาด 6 ช่องจราจร รวมระยะทาง 6.45 กิโลเมตร

ช่วงปัจจุบัน มีการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้นไปดักรอล่วงหน้าแล้วมากมาย ไม่ว่า “โครงการอสังหาริมทรัพย์และคอมมิวนิตี้มอลล์” รองรับเมืองที่เริ่มขยายตัวมาทางกรุงเทพฯโซนตะวันตกมากขึ้น

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

“ไรมอน แลนด์” ตั้งเป้าผลกำไรปีนี้ทำสถิติสูงสุด

 

ไรมอน แลนด์'ยันกำไรปีนี้ทำนิวไฮ

ไรมอน แลนด์  แน่ใจกำไรปีนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ หลัง 9 เดือนได้ 1.15 พันลบ. ส่วนรายได้คาดแตะ 6-6.5 พันลบ.

นายวิท สุธีรชาติกุล นักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ไรมอน แลนด์ (RML) กล่าวว่า กำไรสุทธิในปีนี้จะเป็นกำไรสุทธิที่สูงที่สุด (New High) ตั้งแต่บริษัทก่อตั้งมา หลังบริษัทมีกำไรสุทธิใน 9 เดือนแรกแล้วที่ 1.15 พันล้านบาท ดังที่ในปีนี้มีการเริ่มโอนโครงการคอนโดมิเนียม 185 ราชดำริ เข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 2/57 ซึ่งคอนโดมิเนียม 185 ราชดำริ เป็นโครงการที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีมากกว่า 30% ทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มสูงขึ้น จากปี 56 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 746.27 ล้านบาท

สำหรับรายได้ในปี 57 “ไรมอน แลนด์” มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6-6.5 พันล้านบาท จากการทยอยโอนโครงการคอนโดมิเนียมต่างๆเข้ามา เช่น โครงการเดอะริเวอร์ โครงการ 185 ราชดำริ โครงการซายร์ วงศ์อมาตย์ ซึ่ง 9 เดือนแรก บริษัทมีรายได้รวมแล้วอยู่ที่ 5.68 พันล้านบาท กับคาดว่าไตรมาส 4/57 จะมีรายได้จากการทยอยโอนโครงการคอนโดมิเนียมทั้ง 3 โครงการดังกล่าวเข้ามาอีกเช่นเดียวกับ 1.2 พันล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 4/57 รายได้จะต่ำกว่าช่วงไตรมาส 3/57 ที่มีรายได้ 2.08 พันล้านบาท เหตุเพราะเป็นช่วงที่ลูกค้ามีการโอนโครงการน้อยที่สุด เหตุเพราะในช่วงปลายปีเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดค่อนข้างมาก ลูกค้าคนไทยมีการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงวันหยุด กับลูกค้าต่างประเทศมีการชะลอการโอนโครงการไปเป็นหลังปีใหม่แทน ทำให้รายได้ในไตรมาส 4/57 จะต่ำกว่าไตรมาส 3/57

ทั้งนี้ แม้กระนั้นรายได้ในไตรมาส 4/57 จะลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/57 แต่ในส่วนของอัตรากำไรสุทธิเชื่อว่าในไตรมาส 4/57 จะเพิ่มขึ้นกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 2/57 ที่ 23% หลังจากที่ไตรมาส 3/57 อัตรากำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 17% เนื่องมาจากในไตรมาส 4/57 มีโครงการคอนโดมิเนียมซายร์ วงศ์อมาตย์ มีการเริ่มทยอยโอนเพิ่มเข้ามา ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็น 1 โครงการที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีราว 30%

ด้านยอดขาย “ไรมอน แลนด์” ในปีนี้คิดว่าจะทำได้เกิน 3 พันล้านบาท หลังจาก 9 เดือนแรกทำยอดขายได้แล้ว 2.6 พันล้านบาท เพราะขณะนี้ยังมีโครงการที่ยังเหลือขายทั้งหมด 5 โครงการ มูลค่ารวมที่เหลือขายอยู่ที่ 6.82 พันล้านบาท ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีคาดว่ายอดขายโครงการยังสามารถเติบโตได้ดี จากความเชื่อมั่นพร้อมด้วยกำลังซื้อที่ดีขึ้น

สำหรับมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ณ 9 เดือนแรกของบริษัทอยู่ที่ 1.02 หมื่นล้านบาท จะทยอยรับรู้ในไตรมาส 4/57 ราว 1.2 พันล้านบาท กับส่วนที่เหลือคิดว่าจะสามารถทยอยโอนหมดภายในปี 58

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ไทดีดีลักซ์ สุขุมวิท 34 คอนโดฯแต่งครบ…สไตล์บูทีครีสอร์ต ตอกย้ำความร่มรื่น

ไทดีดีลักซ์ สุขุมวิท 34 คอนโดฯแต่งครบ...สไตล์บูทีครีสอร์ต

ทำเลห่างบีทีเอสทองหล่อ 330 เมตร เป็นหนึ่งในจุดขายของคอนโดมิเนียมหรู “ไทดีดีลักซ์ สุขุมวิท 34″ ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่หมาด กำลังทยอยโอนห้องให้ลูกค้า

ถ้าหากชื่อชั้นเจ้าของโครงการ “ทองหล่อสิบเจ็ด” ไม่ใช่บิ๊กเนมในวงการอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าว่า “ทศพร ศักดิ์มนูญ” เอ็มดีที่ทำคลอดโปรเจ็กต์ใส่กับมือตั้งแต่แรก คือคนที่ผ่านประสบการณ์ในแวดวงพัฒนาคอนโดฯมาอย่างโชกโชน จึงเข้าใจความต้องการคนอยู่คอนโดฯเป็นอย่างดี

เมื่อเขาลงขันร่วมกับ พาร์ตเนอร์ขึ้นคอนโดฯแท่งแรกในซอยสุขุมวิท 17 กับปิดการขายเกลี้ยง จึงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ “ไทดีดีลักซ์” ในซอยสุขุมวิท 34 ซอยชั้นดีที่ค่อนข้างสงบพร้อมทั้งส่วนใหญ่เป็นบ้านเพื่อตระกูลเก่าแก่ โดยเฉพาะแปลงที่ดินไทดีดีลักซ์ว่ากันว่าเดิมทีเป็นบ้านพักอาศัยของอดีตนายกฯ ท่านหนึ่ง ซื้อต่อมาราคาตารางวาละ 3.5 แสนบาท เมื่อ 2-3 ปีก่อน

ท้ายสุดเพิ่งเปิดให้ชมห้องจริง วิวจริง เพราะคอนโดฯเป็นตึก 8 ชั้น 141 ยูนิต บนที่ดิน 1 ไร่ต้น ๆ ห้อง 1-2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 31-67 ตารางเมตร ราคาปัจจุบันปรับขึ้นเป็น ตร.ม.ละ 1.5 แสนบาท จากช่วงเปิดตัว 1.3 แสนบาท

จุด ต่างเกี่ยวกับ “ไทดีดีลักซ์” กับคอนโดฯแท่งอื่นในละแวกใกล้เคียง เป็นเรื่อง “เอเทรียม” ไม่ก็โถงโล่งตรงกลางตกแต่งเป็นสวนไว้นั่งชิล ๆ เปิดรับแสงธรรมชาติช่วยเพิ่มความปลอดโปร่ง มีต้นไผ่จำลองสูงเท่าตึก 2-3 ชั้น แต่ผู้ประกอบการมักไม่ค่อยทำกันเพราะไม่ต้องการเสียพื้นที่ขายไปฟรี ๆ

ด้วย ทำเลที่ตั้งอยู่กลางเมือง ห่างรถไฟฟ้าบีทีเอสทองหล่อ 330 เมตร ที่นี่จึงออกแบบตกแต่งสไตล์…บูทีค รีสอร์ต หมายความว่าทั้งโครงการมีจำนวนยูนิตไม่มาก พร้อมด้วยเน้นย้ำความร่มรื่นเสมือนหนึ่งได้อยู่รีสอร์ตกลางเมือง

เนื่องจากรัศมีที่ใกล้ ชุมชนเจแปนีสทาวน์ของคนญี่ปุ่น “แอ๊ด-ทศพร” เอ็มดีจึงไม่ลังเลที่จะขายคอนโดฯแบบตกแต่งเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมเข้าอยู่ สำหรับกลุ่มเศรษฐีเงินเย็นต้องการซื้อไว้ลงทุนปล่อยเช่าและอนาคตขายต่อก็ สามารถทำกำไรได้อีกทอด

“ที่นี่เรามีให้เรียกว่าครบหรือไม่ก็เกือบครบ ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้าแบบอบผ้าได้ เตาไฟฟ้า เครื่องทำน้ำอุ่น แอร์ เตียง ที่นอน หมอน ฯลฯ ถ้า ไม่ปล่อยเช่า เจ้าของมาแต่ตัวก็เข้าอยู่ได้จริง” คำอธิบายของเอ็มดีไทดีดีลักซ์ถามถึงเรตค่าเช่าโครงการ ด้วยว่าประสบการณ์ที่ทำโครงการในซอยทองหล่อ 17 มาแล้ว เคลมว่า…ตารางเมตรละ 750 บาท น่าจะได้แน่นอน คำนวณง่าย ๆ หากซื้อคอนโดฯขนาด 40 ตารางเมตร ราคาตารางเมตรละ 1.5 แสนบาท เท่ากับราคา 6 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้ตารางเมตรละ 750 บาท ตกเดือนละ 3 หมื่นบาท หักค่าใช้จ่ายส่วนกลางตารางเมตรละ 55 บาท หรือเดือนละ 2.2 พันบาท กับค่านายหน้าหาลูกค้า 3 หมื่นบาท หรือเทียบเท่าค่าเช่า 1 เดือน เพราะว่ามีข้อมูลว่าชาวต่างชาติที่พักอาศัยบนถนนสุขุมวิทมีประมาณ 7 หมื่นคน

สีสัน การตกแต่งภายในห้อง “ไทดีดีลักซ์” เน้นโทนสีครีม-น้ำตาล เฟอร์นิเจอร์เป็นแบบสั่งผลิตจากโรงงานผลิตสินค้าเกรดส่งออก เน้นดีไซน์เรียบ ๆ และทันสมัย เน้นแบรนด์ชั้นนำในแต่ละผลิตภัณฑ์ ดังเช่น แอร์ก็ต้องยี่ห้อไดกิ้น, เครื่องซักผ้ายี่ห้ออีเลคโทรลักซ์, ไมโครเวฟยี่ห้อชาร์ป ฯลฯ เพราะว่าห้องแบบ 2 ห้องนอนจะพิเศษกว่าตรงที่มีอ่างอาบน้ำให้ด้วย

ส่วนสิ่งอำนวยความ สะดวกหลัก ๆ มีที่ชั้น 2 เป็นห้องฟิตเนส และชั้นดาดฟ้าที่มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง มีม่านน้ำที่ไหลจากระเบียง ให้ความรู้สึกกำลังว่ายน้ำในสระโรงแรมบนดาดฟ้า พร้อมกับอีกฝั่งยังมีลานพัตกอล์ฟขนาดย่อมเอาไว้ซ้อมความแม่นในยามว่างด้วย

สุดท้าย โครงการยังมีห้องชุดเหลืออีกประมาณ 30% สุดท้าย พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ…ใครที่มาก่อนได้สิทธิ์เลือกตำแหน่งห้องก่อน

 

updated: 20 พ.ย. 2557 เวลา 15:14:55 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ค้าปลีกบูม 9 เดือนเปิด 1.96 แสนตร.ม.สิ้นปีจ่อเปิดอีก 3.9 แสนตร.ม.

ค้าปลีกบูม 9 เดือน

คอลลิเออร์ฯ ผลสำรวจพื้นที่ค้าปลีกเขตกรุงเทพพร้อมกับพื้นที่ใกล้เคียง 9 เดือน พบเปิดใหม่ 1.96 แสนตร.ม. มีผลพื้นที่ค้าปลีกรวม 6.794 แสน ตร.ม. ศูนย์การค้ามากสุด 59% รองลงมาคอมมูนิตี้มอลล์ 13% คาดหมายสิ้นปีพื้นที่ค้าปลีกเข้าสู่ตลาดอีกกว่า 3.9 แสนตร.ม.
นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์ เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด เผยถึงผลสำรวจ “ตลาดพื้นที่ค้าปลีกในกรุงเทพมหานครพร้อมด้วยพื้นที่โดยรอบ” ณ ไตรมาสที่ 3/2557 พบว่า ยังคงขยายตัวสืบเนื่อง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามีพื้นที่ค้าปลีกสร้างเสร็จกับเปิดให้บริการประมาณ 196,000 ตารางเมตร ส่งผลให้พื้นที่ค้าปลีกทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยพื้นที่โดยรอบอยู่ที่ประมาณ 6,794,600 ตารางเมตร
ในไตรมาสที่ 3/2557 “คอมมูนิตี้มอลล์” ยังคงเป็นรูปแบบที่เปิดให้บริการมากที่สุด คือประมาณ 47% หรือว่าประมาณ 25,200 ตารางเมตร จากพื้นที่ค้าปลีกทั้งหมด 53,200 ตารางเมตร ที่เปิดในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ค้าปลีกอีกประมาณ 393,390 ตารางเมตร ที่มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาสสุดท้ายของปี พ.ศ.2557
ถึงกระนั้นก็ตามศูนย์การค้า นับมีส่วนแบ่งมากที่สุด 59% ของพื้นที่ค้าปลีกทั้งหมด หรือประมาณ 4,006,000 ตารางเมตร ในขณะที่คอมมูนิตี้มอลล์มีสัดส่วนมากเป็นลำดับที่สองในตลาดพื้นที่ค้าปลีกเพราะว่ามีพื้นที่รวมประมาณ 905,980 ตารางเมตร หรือไม่ก็ประมาณ 13% ในขณะที่ซูเปอร์สโตร์มอลล์เป็นลำดับที่สามมีสัดส่วนประมาณ 12% หรือประมาณ 816,950 ตารางเมตร
คอมมูนิตี้มอลล์ขึ้นมาเป็นลำดับที่สองแทนที่ซูเปอร์สโตร์มอลล์ ภายหลังที่จำนวนของคอมมูนิตี้มอลล์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขณะซูเปอร์สโตร์มอลล์มีเปิดให้บริการใหม่ไม่มากนัก นายสุรเชษฐ กล่าว
ในส่วนของพื้นที่ค้าปลีกที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างนั้น อุปทานในอนาคตที่มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 มีประมาณ 393,390 ตารางเมตร โดยประมาณ 190,500 ตารางเมตรเป็นศูนย์การค้า กับอีกประมาณ 182,900 ตารางเมตร คือ คอมมูนิตี้มอลล์
อัตราการเช่าในทุกพื้นที่ในไตรมาสที่ 3/2557 ยังคงใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ว่าในพื้นที่ใจกลางเมืองปรับเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าพื้นที่อื่นๆ ในช่วงที่มีปัญหาการเมืองในช่วงครึ่งแรกปี 2557 ร้านค้าแบรนด์ต่างประเทศ พร้อมด้วยแบรนด์ไทยยังคงเปิดร้านใหม่อย่างสม่ำเสมอในกรุงเทพมหานคร และในบางจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งอุปสงค์จากร้านค้าแบรนด์ต่างประเทศ พร้อมกับแบรนด์ไทย ยังคงมีอยู่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 พร้อมกับจะติดต่อไปในปีต่อไป
เพราะเช่นนั้นอัตราการเช่าเฉลี่ยในธุรกิจพื้นที่ค้าปลีกจะปรับเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 – 5% ในปี 2558 โดยเฉพาะในพื้นที่ใจกลางเมือง แต่ภาวะเศรษฐกิจด้วยประเทศในไตรมาสที่ 3 ยังคงไม่ฟื้นตัว แต่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2557
เพราะด้วยค่าเช่าเฉลี่ยในทุกทำเลของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่โดยรอบในไตรมาสที่ 3/2557 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้านี้ พื้นที่ใจกลางเมืองมีค่าเช่าสูงที่สุด พร้อมทั้งอาจจะมากกว่า 3,000 บาทต่อตารางเมตรในบางศูนย์การค้า เหตุเพราะโครงการค้าปลีกส่วนใหญ่ในพื้นที่ใจกลางเมืองตั้งอยู่ในเขตศูนย์กลางธุรกิจ พร้อมด้วยตามแนวระบบรถไฟฟ้า ซึ่งสะดวกในการเดินทาง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีคอมมูนิตี้มอลล์เปิดใหม่หลายโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานครอบนอก ซึ่งมีส่งผลให้ค่าเช่าในพื้นที่เหล่านั้นมีการปรับเกิดขึ้นต่อเนื่อง
“ผู้ประกอบการพื้นที่ค้าปลีกรายใหญ่ในประเทศไทยให้ความสำคัญกับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดน พร้อมด้วยจังหวัดใหญ่ในทุกภาคของประเทศไทย ซูเปอรสโตร์มอลล์ พร้อมกับสเปเชี่ยลตี้สโตร์เปิดให้บริการในบางจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ผู้ประกอบพื้นที่ค้าปลีกบางรายมีแผนจะพัฒนาศูนย์การค้าในบางจังหวัดใหญ่” นายสุรเชษฐ กล่าว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤศจิกายน 2557 21:42 น.

“เพซ” ทุ่มเทงบ 4.5 พันล. ประกาศซื้อ “ดีน แอนด์ เดลูก้า” แบรนด์ดังจากนิวยอร์ก พร้อมผู้บริหาร SCB หนุนปล่อยกู้

“เพซ ดีเวลลอปเมนท์ฯ” ก้าวไปสู่แบรนด์ดีเยี่ยมของโลก ประกาศเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ ‘ดีน แอนด์ เดลูก้า’ แบรนด์ร้านอาหารกับเครื่องดื่มกูร์เมต์ชั้นหนึ่งของโลก นอกจากบริษัท ดีน แอนด์ เดลูก้า โฮลดิ้งส์ อิงค์ เป็นวงเงิน140 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือว่าประมาณ 4,550 ล้านบาท ด้วยเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจรับ AEC พร้อมกับการแข่งขันในภูมิภาค เปรยใช้แหล่งเงินทุนในองค์กรพร้อมกับกู้จากธนาคารไทยพาณิชย์

วันนี้ (17 พ.ย.) บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “PACE” ประกาศว่า ได้เซ็นสัญญาซื้อกิจการทั้งหมดของ ‘ดีน แอนด์ เดลูก้า’ แบรนด์ร้านอาหารพร้อมกับเครื่องดื่มกูร์เมต์ชั้นเลิศของโลก จากบริษัท ดีน แอนด์ เดลูก้า โฮลดิ้งส์ อิงค์ เป็นวงเงิน 140 ล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 4,550 ล้านบาท)

“แบรนด์ระดับไอคอนอย่างดีน แอนด์ เดลูก้า มีโอกาสสูงมากในการเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดระดับโลก เราประมาณการว่าภายใต้นโยบายการขายลิขสิทธิ์มากขึ้นให้แก่ผู้ประกอบการเดิม พร้อมกับผู้ประกอบการรายใหม่ในแต่ละประเทศ รวมทั้งการลงทุนในร้านใหม่ๆ จากทางเพซเอง จะสามารถขยายดีน แอนด์ เดลูก้าได้อีกหลายร้อยสาขาภายใน 2 ปี นอกจากปัจจุบันที่มีทั้งหมด 42 สาขา กับจะขยายจาก 8 ประเทศไปสู่ 15 ประเทศภายใน 2 ปีด้วยเช่นกัน”

นายสรพจน์ กล่าวว่า เพซเข้าใจในเรื่อง ‘คุณภาพ’ พร้อมกับทราบวิธีการทำงานร่วมกับแบรนด์ระดับพรีเมียมเป็นอย่างดี เพราะเพซมีประสบการณ์ทำงานร่วมกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม พร้อมกับธุรกิจค้าปลีกระดับโลกที่ประสบความสำเร็จในสาขาเฉพาะด้านหลายแบรนด์ เป็นต้นว่า แฟชั่นไอคอนแบรนด์อย่าง Vogue Lounge ธุรกิจอาหารระดับ Michelin-star อย่าง L’Atelier de Joël Robuchon และ The Ritz-Carlton Residences เพราะว่าล่าสุด บริษัท เพซฯ เพิ่งคว้ารางวัล ‘Best Condominium Development South East Asia’ ซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ของการประกาศรางวัล South East Asia Property Awards 2014

“การเริ่มต้นเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในเร็ววันนี้ จะนำมาซึ่งโอกาสสำคัญให้แก่บริษัทในประเทศไทย พร้อมทั้งเพซเชื่อมั่นว่า บริษัทไทยจะต้องมุ่งสู่ตลาดโลก ด้วยว่าให้ธุรกิจของตนดำเนินต่อไปได้อย่างดี ท่ามกลางการแข่งขันในภูมิภาคที่จะยิ่งทวีความเข้มข้น ซึ่งการซื้อกิจการดีน แอนด์ เดลูก้า จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจให้แก่เพซ เพราะว่าจะนำมาซึ่งแหล่งรายได้ที่มีความผันผวนน้อยกว่าแก่ธุรกิจของบริษัท เพื่อที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคงอย่างไม่ขาดสาย พร้อมด้วยยังช่วยเพิ่มศักยภาพของเพซในการดึงดูด พร้อมกับรักษาบุคลากรที่เปี่ยมความสามารถ ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการเติบโตในสายงานของพนักงานในบริษัทเพซเองด้วย”

ในส่วนสำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วย บริษัท เพซ ดีเวลลอปเมนท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แสดงว่า บริษัทเตรียมการจะเข้าถือหุ้นเพิ่มเป็น 100% ในโครงการมหานคร (โครงการรูปแบบ mixed-use) รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง ด้วยการแลกเปลี่ยนหุ้นกับบริษัท อินดัสเทรียล บิลดิ้งส์ คอร์ปอเรชั่น (หรือ IBC) โดย IBC จะเปลี่ยนมาถือหุ้นในเพซ 20.9% ด้วยแลกกับการถือหุ้นในโครงการมหานคร พร้อมด้วยธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์    17 พฤศจิกายน 2557 11:15 น.

เนอวานา เสริมความแกร่งจ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน

จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน “เนอวานา”  เสริมศักยภาพลุยอสังหาฯ เสริมความแกร่งก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยแผนลงทุนปี 58 เปิด 6 โครงการ มูลค่า 9,000 ล้านบาท ตั้งใจยอดขาย 4,000 ล้านบาท ล่าสุดอัดแคมเปญใหญ่ซื้อบ้านแถมรถหรู BMW มินิคูเปอร์ เบนซ์ฯ มูลค่ารวมกว่า 60 ล้านบาท หวังดันยอดขาย ตามเป้า 2,400 ล้านบาท

เนอวานา เสริมแกร่งดึงกองทุนนอกร่วมทุน

นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนที่จะหาผู้ร่วมทุนเนื่องด้วยจะเพิ่มศักยภาพในการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเงินลงทุนซึ่งขณะนี้มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ 2 ราย จากประเทศญี่ปุ่นพร้อมด้วยสิงคโปร์ ครอบคลุมถึงกลุ่มนักลงทุนไทย เข้ามาเจรจาร่วมทุนกับบริษัท ซึ่งคาดว่าจะข้อสรุปภายในเดือนมีนาคม ปี 2558 ก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงไตรมาส 2/58 หรือไม่ช่วงไตรมาส 4/58 เพราะว่าบริษัทต้องการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 715 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท

 

สำหรับแผนลงทุนในปี 2558 ตั้งเป้าเปิด 6-7 โครงการ มูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมีเนียม 2-3 โครงการ เป็นต้นว่า โครงการบริเวณเจริญนคร ซึ่งบริษัทได้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดี เดิมเป็นของบริษัท สิงห์แลนด์ ริเวอร์ไซด์ จำกัด บริษัทลูกของ สิงห์แลนด์ จำกัด (มหาชน) เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมใบอนุญาตก่อสร้าง พัฒนาเป็นอาคารสูง 48 ชั้น จำนวน 140 ยูนิต แบ่งเป็นโรงแรมหรู 80 ห้อง พร้อมทั้งคอนโดฯ 70 ยูนิต ราคาขายไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนบาทต่อตร.ม. ขนาดห้องตั้งแต่ 100 ตร.ม.ขึ้นไปราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาทไปจนถึงกว่า 120 ล้านบาท มีแผนเปิดตัวช่วงไตรมาส 2/58 กับอีก 1 โครงการตั้งอยู่บนถนนเกษตรนวมินทร์ ตรงข้ามโรงเรียนเลิศหล้า พัฒนาเป็นอาคารสูง 8 ชั้น 4 อาคาร จำนวน 600 ยูนิต ราคา 6.5 หมื่นบาทต่อตร.ม. หรือยูนิตละ 1 ล้านต้น

 

 

 

สำหรับเป้าหมายยอดขายในปี 57 ตั้งเป้า 4,000 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 2,500 ล้านบาท ส่วนในปี 57 นี้บริษัทวางเป้ายอดขายไว้ที่ 2,400 ล้านบาท 9 เดือนขายไปได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท เหลืออีกโดยประมาณ 1,000 ล้านบาทในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาสร้างยอดขายไปได้แล้ว 400 ล้านบาท คงเหลือยอดขายที่ต้องทำอีก 600 ล้านบาท

 

“ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมโครงการไม่เคยตก แม้กระนั้นตัดสินใจซื้อยากขึ้น ซึ่งเหลืออีกประมาณ 600 ล้านบาท บริษัทจึงได้จัดแคมเปญใหญ่ “YOU WILL ENVY ME” สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านของบริษัทรับฟรีทันทีรถยนต์ยี่ห้อ BMW X1, มินิคูเปอร์ กับเบนซ์ สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านในแบรนด์เนอวานา บียอนด์ ระดับราคาตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ 25 หลัง มูลค่า 375 ล้านบาท พร้อมกับลูกค้าที่ซื้อบ้านแบรนด์อื่นระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปแถมรถยนต์ฮอนด้าแอคคอร์ด พร้อมกับฟอร์ด เอคโค่สปอต มูลค่ารถรวมกว่า 60 ล้านบาท” นายศรศักดิ์ กล่าว

รถสปอร์ตที่รวดเร็วที่สุดในโลก ได้ถูกแปลงโฉมให้เป็นรถพยาบาล

ก้อนผู้ผลิต รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก คงจะต้องหนักใจ เนื่องจากต้องออกแบบให้ดูหรูหรา รวมถึงการพัฒนาความเร็วและความแรง เพื่อให้เป็น รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก แต่เหตุด้วยประเทศดูไบแล้ว ความเร็วของ รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก นั้นดูจะมีความสำคัญมากที่สุด สำหรับโรงพยาบาล โดยเหตุที่แค่เพียงหนึ่งวินาทีของผู้ป่วย อาจอยู่บนความเป็นความตายก็ได้ ทำให้ประเทศดูไบ ได้นำ รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก แปลงร่างร่างมาหมายถึงรถพยาบาล ด้วยใช้เวลาในยามฉุกเฉิน

ครั้นเมื่อ รถสปอร์ตที่ทันทีที่สุดในโลก หมายถึงรถพยาบาลที่เร็วที่สุดในโลก
โดยเหตุเป็นโครงการของรัฐบาลไปดินแดนทะเลทราย ที่มีความคิดว่าจะดัดแปลง รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก มาทำให้เป็นรถพยาบาลที่เร็วที่สุดในโลกเช่นกัน เหตุเพราะการพัฒนากับการคิดค้นขึ้นมา ทำให้ประเทศดูไบ กำลังเป็นที่ถูกจับดวงตามองพร้อมทั้งโครงการแปลงร่าง รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก ให้กลายมาเป็นรถพยาบาลสปอร์ทที่เร็วที่สุดในโลก

โลกตะลึงพร้อมด้วยโครงการแปรผัน รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก ให้ทั้งเป็นรถพยาบาล
หลังจากที่ตระหนักค้นพร้อมด้วยมีการพัฒนา รถสปอร์ตที่ด่วนที่สุดในโลก พร้อมกับได้นำออกมาสู่สายตาชาวโลกในงาน GITEX ซึ่งทำให้ชาวดูไบเองก็รู้สึกตื่นตาไปกับเทคโนโลยีชั้นสูง และมีการแชร์ข้อมูล รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก แปลงร่างมาหาทั้งเป็นรถพยาบาล ออกสู่โลกโซเชียล ทำใหกลายหมายถึงเรื่องที่รับสั่งถึงกันมากมายในขณะนี้

โลตัส อีโวรา Lotus Evora รถสปอร์ตที่เร็วทันใจมากๆในโลก
สุดยอดเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นเหตุให้ โลตัส อีโวรา Lotus Evora ซึ่งเป็น รถสปอร์ตที่โลดที่สุดในโลก พลิกกลับมาเป็นรถพยาบาลที่เร็วที่สุดในโลก ซึ่งโลกดำรงตกตะลึงมากขึ้นที่อาจจะเห็น รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก ที่อยู่ในคราบรถพยาบาลเหาะทยานบนผืนทรายเพื่อไปรับผู้ป่วยให้ต้นพุทราคราว

รถสปอร์ตที่เร็วทันใจที่สุดในโลก ทำเป็นหดหายเวลาในการเดินทางได้กะทันเวลา
เมื่อมีการพัฒนา รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก ยกให้เปลี่ยนไปร่างมาเป็นรถพยาบาลที่เร็วไวที่สุดในโลก ทำให้ลดเวลาในการเดินทางไปรับผู้ป่วยได้หลายนาที เพราะความเร็วในการขับเคลื่อนของ 300 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ทำให้ รถสปอร์ตที่เร็วที่สุดในโลก สามารถทะยานไปรับผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที เป็นช่วงเวลาที่คาบเกี่ยวระหว่างความเป็นความตายของผู้ป่วย ทุกอย่างต้องรวดเร็วเพราะให้ทันต่อการช่วยเหลือ

เจ้าหน้าที่ดูไบจะได้รับการอบรมทั้งห้าสิบคน เพื่อที่จะให้ใช้งาน รถสปอร์ตที่ด่วนที่สุดในโลก ที่แปลงผักเป็นรถพยาบาล ได้ถึงจุดหมายพร้อมด้วยฝ่าการจราจรที่วุ่นวายเช่นรวดเร็ว รวมถึงแม้ว่ากล่องควบคุมสัญญาณไฟกระพริบและไซเรน แหล่งจะส่งออกจากรถไปยังโรงพยาบาล เพราะด้วยส่งเสียทุกอย่างพร้อมทันควันที่รถผู้ป่วยจากถึง

2 สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก

หากจะพูดถึง สถานที่ที่สวยงามที่สุดในโลก ผมก็ลองดูพยายามนึกดูจากประสบการณ์ที่เคยเดินทางไปหลายๆประเทศ แล้ว สิ่งอะไรที่ทำให้เรารู้สึกว่า เป็น สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก สุดท้ายแล้ว สมองผมก็เกิดความลำเอียงขึ้นมาว่า สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก ก็น่าจะอยู่ในเมืองไทยนะ เพราะเมืองไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวตั้งมากมาย และตั้งแต่ไปมาในหลายๆประเทศ ที่อื่นก็ไม่ได้สวยงามไปกว่าไทย เลย ดังนั้นแล้ว  สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก ผมก็ยังก่ำกึ่งระหว่าง สองที่ ซึ่งมีความสวยงามที่แตกต่างกันไป ไม่รู้จะเลือกสรรที่ไหนดี ก็เลย ไม่เลือก ยกให้เป็น 2 สถานที่ที่งดงามที่สุดในโลก เคียงคู่กันไปจากนั้นกัน  ดังนี้ครับ

1.สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก นั่นก็คือ หาดไร่เลย์ จังหวัดกระบี่
หากจะบอกว่า หาดไร่เลย์ เป็น สถานที่ที่งามผุดผ่องที่สุดในโลก หลายๆคนก็อาจจะคิดตามว่า ก็เป็นไปได้นะ เพราะว่า หาดไร่เลย์ สวยงามมากมาย จริงๆ ยิ่งถ้าไปสอบสวนพูดคุยกับชาวต่างประเทศ ด้วยแล้ว แทบจะทุกคนจะเห็นด้วยว่า เป็น สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก ซึ่งหาดไร่เลย์มีจุดเด่นก็รวมความว่า มีภูเขาล้อมรอบทุกด้าน ทำให้หากจะมาสู่เที่ยวเตร่ที่หาดไร่เลย์ สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก แล้วจะต้องนั่งเรือมาเท่านั้นครับ ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้หาดไร่เลย์ ยังคงสภาพสิ่งของความเป็นธรรมชาติที่งดงามไว้ได้ครับ มีวิถีชีวิตสิ่งชาวประมง รวมทั้งอู่ท่องเที่ยวธรรมชาติต่างๆ ทั้งปีนผา ทอดตัวชมธรรมชาติยามพระอาทิตย์ตก ซึ่งบอกกล่าวได้เลยว่า ฟินมาก

2.สถานที่ในสวยที่สุดในโลก วังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา
อีกสถานที่หนึ่ง เนื้อที่ผมชำเลืองว่ามีเนื้อความเป็น สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก ไม่ปราชัย หาดไร่เลย์ เลย ก็คือ วังน้ำเขียว แห่งจังหวัดนครราชสีมา นั่นเองครับ โดย วังน้ำเขียว เป็นสถานที่ที่อากาศเย็นสบายตลอดปี พื้นที่ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงสลับกับภูเขาลูกเล็กๆ โดย สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก แห่งนี้ มีโอโซนบริสุทธิ์เป็นอันดับ 7 ของโลกเลยทีเดียว การได้มาที่วังน้ำเขียว เราจะได้พบกับอากาศที่ดี บริสุทธิ์และธรรมชาติที่สวยงามมา ความพรั่งพร้อมของธรรมชาติที่นี่ ทำเลี้ยงดูยังมีสัตว์ป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เช่นฝูงกระทิง บริเวณวังน้ำเขียวแห่งนี้จะประกอบไปด้วยรีสอร์ท ที่สวยงามเป็นจำนวนมาก และมีไร่องุ่นอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการที่อากาศหนาวกลางคืนตลอดปี ทำให้ที่นี่นิยมปลูกองุ่นมาก ยิ่งถ้าท่านได้มาพักผ่อนที่นี่แล้ว ตื่นเช้ามาท่านก็จะพบกับแสงแดสีทอง ส่องประกายไปทั่ว พระอาทิตย์ยามแจ้งของที่นี่สวยงามมากครับ ทำให้ ผมยก ที่แห่งนี้ เป็น สถานที่ที่ตรูที่สุดในโลก ได้อย่างเต็มปากเลยครับ