เนอวานา สนับสนุนความแข็งแกร่งจ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน เสริมศักยภาพลุยอสังหาฯ

เนอวานา เสริมแกร่งดึงกองทุนนอกร่วมทุน

“เนอวานา” จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน เสริมศักยภาพลุยอสังหาฯ ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ บอกแผนลงทุนปี 58 เปิด 6 โครงการ มูลค่า 9,000 ล้านบาท มุ่งมั่นยอดขาย 4,000 ล้านบาท ล่าสุดอัดแคมเปญใหญ่ซื้อบ้านแถมรถหรู BMW มินิคูเปอร์ เบนซ์ฯ มูลค่ารวมกว่า 60 ล้านบาท หวังดันยอดขาย ตามเป้า 2,400 ล้านบาท
เนอวานา เสริมแกร่ง จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน
นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด เปิดใจว่า บริษัทมีแผนที่จะหาผู้ร่วมทุนด้วยว่าจะเพิ่มศักยภาพในการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะด้านเงินลงทุนซึ่งขณะนี้มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ 2 ราย จากประเทศญี่ปุ่นพร้อมด้วยสิงคโปร์ รวมถึงกลุ่มนักลงทุนไทย เข้ามาเจรจาร่วมทุนกับบริษัท ซึ่งคาดว่าจะข้อสรุปภายในเดือนมีนาคม ปี 2558 ก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงไตรมาส 2/58 หรือไม่ช่วงไตรมาส 4/58 เพราะว่าบริษัทต้องการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 715 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท

สำหรับแผนลงทุนในปี 2558 จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน ตั้งเป้าเปิด 6-7 โครงการ มูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมีเนียม 2-3 โครงการ ได้แก่ โครงการบริเวณเจริญนคร ซึ่งบริษัทได้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดี เดิมเป็นของบริษัท สิงห์แลนด์ ริเวอร์ไซด์ จำกัด บริษัทลูกของ สิงห์แลนด์ จำกัด (มหาชน) เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมใบอนุญาตก่อสร้าง พัฒนาเป็นอาคารสูง 48 ชั้น จำนวน 140 ยูนิต แบ่งเป็นโรงแรมหรู 80 ห้อง พร้อมทั้งคอนโดฯ 70 ยูนิต ราคาขายไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนบาทต่อตร.ม. ขนาดห้องตั้งแต่ 100 ตร.ม.ขึ้นไปราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาทไปจนถึงกว่า 120 ล้านบาท มีแผนเปิดตัวช่วงไตรมาส 2/58 พร้อมกับอีก 1 โครงการตั้งอยู่บนถนนเกษตรนวมินทร์ ตรงข้ามโรงเรียนเลิศหล้า พัฒนาเป็นอาคารสูง 8 ชั้น 4 อาคาร จำนวน 600 ยูนิต ราคา 6.5 หมื่นบาทต่อตร.ม. หรือยูนิตละ 1 ล้านต้น

สำหรับเป้าหมายยอดขายในปี 57 ตั้งเป้า 4,000 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 2,500 ล้านบาท ส่วนในปี 57 นี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 2,400 ล้านบาท 9 เดือนขายไปได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท เหลืออีกคร่าวๆ 1,000 ล้านบาทในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาสร้างยอดขายไปได้แล้ว 400 ล้านบาท คงเหลือยอดขายที่ต้องทำอีก 600 ล้านบาท

“ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมโครงการไม่เคยตก กลับตัดสินใจซื้อยากขึ้น ซึ่งเหลืออีกประมาณ 600 ล้านบาท บริษัทจึง จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน ได้จัดแคมเปญใหญ่ “YOU WILL ENVY ME” สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านของบริษัทรับฟรีทันทีรถยนต์ยี่ห้อ BMW X1, มินิคูเปอร์ พร้อมด้วยเบนซ์ สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านในแบรนด์เนอวานา บียอนด์ ระดับราคาตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ 25 หลัง มูลค่า 375 ล้านบาท พร้อมด้วยลูกค้าที่ซื้อบ้านแบรนด์อื่นระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปแถมรถยนต์ฮอนด้าแอคคอร์ด และฟอร์ด เอคโค่สปอต มูลค่ารถรวมกว่า 60 ล้านบาท” นายศรศักดิ์ กล่าว

ศุภาลัย” เล็งเปิดอีก 7 โครงการ พร้อมทั้งตั้งเป้าปีหน้าไม่ต่ำกว่า 15% ภาพรวมตลาดอสังหาจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ศุภาลัยเล็งเปิดอีก7โครงการใหม่ในปีนี้

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการพร้อมกับรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ ศุภาลัยเล็งเปิด 7 โครงการ คาดหวังว่ายอดโอนโครงการไตรมาส 3 จะทำได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 พร้อมทั้งไตรมาส 2 รวมกันที่ทำได้ราว 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าในไตรมาส 3 มียอดขายขยายกว่าเท่าตัว จากไตรมาส 1 พร้อมกับไตรมาส 2 รวมกันที่ 7,800 ล้านบาท

” ณ เวลานี้กำลังซื้อกลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยอดขาย 9 เดือนอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท หรือเติบโตกว่าเท่าตัวในช่วง Q3 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกที่ทำได้ 7,800 ล้านบาท ขณะที่คาดว่าในไตรมาส 4 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีนี้ เนื่องจากจะมีการโอนโครงการกว่า 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งเรามั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 20,000 ล้านบาท หรือไม่อาจจะมากกว่าแม้โครงการเวลลิงตัน 1 โอนได้ทันภายในปีนี้ ส่วนยอดขายเชื่อว่าจะเป็นไปตามที่เป้าหมาย 22,000 ล้านบาท” นายไตรเตชะ กล่าว

สำหรับระยะที่เหลือของปีนี้ ศุภาลัยเล็งเปิด 7 โครงการ แบ่งเป็นแนวราบ 4 โครงการ มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 6,500 ล้านบาท

ศุภาลัย เล็งเปิด 7 โครงการ ใหม่ในปีนี้

บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้พร้อมทั้งยอดขายปีหน้าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% จากปีนี้ที่ตั้งไว้ราว 20,000 ล้านบาท และ 22,000 ล้านบาท เป็นลำดับ เพราะว่าปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขายรอโอน (Backlog) กว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในปีหน้า 15,000 ล้านบาท ที่เหลือจะทยอยรับรู้ถึงปี 2560

ขณะที่บริษัทฯ คาดหวังว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ในปีหน้า มูลค่าไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท โดยบริษัทฯมีที่ดินรอพัฒนาถึง 30 แปลง หรือไม่ก็คิดเป็นมูลค่าโครงการกว่า 33,000 ล้านบาท ซึ่งจะรองรับการเปิดโครงการใหม่ได้ราว 1 ปีครึ่ง พร้อมทั้งบริษัทฯ มีการเดินหน้าซื้อที่ดินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า บริษัทฯตั้งเป้าหมายบวกสัดส่วนโครงการต่างจังหวัดเป็น 30% ในปี 2558 จากปีนี้ที่มีสัดส่วนราวกว่า 20% เป็นไปตามแผนงานระยะยาวของบริษัทฯที่จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด เนื่องแต่เป็นกลุ่มที่แผ่ขยายโครงการใหม่ได้ง่ายกว่าในเมืองพร้อมด้วยมีโอกาสการเติบโตสูงในอนาคต

“ตอนนี้ที่ดินในกรุงเทพฯเหลือไม่มากนักพร้อมด้วยมีราคาค่อนข้างสูง เราจะไปเน้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น ศุภาลัย เล็งเปิด 7 โครงการ เป็นบริษัทแรกๆที่เจาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด โดยเหตุขยายได้ง่ายกว่าและมีศักยภาพการเติบโตในอนาคตสูง โดยเราไม่หวั่นภาวะ Over Supply มากนัก ซึ่งเราจะคัดเลือกทำเลที่เหมาะสมและเจาะกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสำหรับอยู่อาศัย ส่วนภาพรวมตลาดอสังหาในปีหน้าคะเนว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

PS ปี 58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ เดินเครื่องผลิต รง.พรีคาสท์ งบลงทุน 2,300 ล้านบาท

ด้วยภารกิจการสร้างอัตราเติบโตปีละ25% PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ เดินเครื่องผลิตโรงงานพรีคาสท์ 2 โรง ที่นวนคร งบลงทุน 2,300 ล้านบาท กับเมื่อรวม 5 โรงงานเดิม ส่งผลความสามารถผลิตบ้านได้สูงถึง 1,120 หลังต่อเดือน บอกปี 58 ลงทุนผุด 80 โครงการ จ่อขึ้นราคาขายบ้าน 2-3% คอนโดฯ 5% รับต้นทุนก่อสร้างที่ปรับขึ้นกว่า 5% ด้านแสนสิริ เดินหน้าตรวจคุณภาพงานก่อสร้างคอนโดมิเนียม 5 โครงการรวด กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ฯ-ภูเก็ต เตรียมยกให้ให้ลูกค้าในปีหน้า

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารพร้อมด้วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ไม่ก็ PS กล่าวว่า PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ ได้ลงทุนสร้างโรงงานพรีคาสท์แห่งใหม่เพิ่มเป็น 2 โรงงาน บนพื้นที่ 130 ไร่ ใช้เงินลงทุนถึง 2,300 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันงานก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% ซึ่งทั้ง 2 โรงงานใหม่ มีกำลังการผลิตบ้านประมาณ 480 หลังต่อเดือน ล่าสุดใช้กำลังผลิต 60% สำหรับกำลังการผลิตทั้งหมด และเมื่อรวมกับ 5 โรงงานเดิมที่ลำลูกกา ซึ่งมีกำลังการผลิต 640 หลังต่อเดือน ทำให้ความสามารถในการผลิตบ้านต่อเดือนสูงถึง 1,120 หลัง และสอดรับต่อแผนการเปิดโครงการใหม่ เช่นนี้ การใช้เทคโนโลยีพรีคาสท์ ทำให้การส่งมอบบ้านลดลงจากเดิมราว 100 วัน ลงมาอยู่เฉลี่ยที่ 90 วัน ช่วยให้โครงการของบริษัทมีการส่งมอบบ้านได้เร็วขึ้น

“แบบอย่างที่ PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ ดำเนินการเป็นไปให้รับต่อนโยบายเป้าหมายการเติบโตปีละ 25% รวมทั้งเชื่อว่าผลการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมทั้งการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นด้านคมนาคม ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

ในส่วนของทิศทางการลงทุน PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ  เป็นที่ชัดเจนจะมีการเปิดโครงการใหม่ประมาณ 80 โครงการ เพราะ 11 โครงการ ได้เลื่อนการเปิดจากปีนี้ไปเปิดต้นปี 58 ยิ่งไปกว่านี้ จะเปิดโครงการคอนโดมิเนียมติดกับเซ็นทรัลเวสเกต บางใหญ่ โดยใช้ชื่อแบรนด์ “พลัม” มูลค่ากว่า 4,000ล้านบาท เปิดในช่วงต้นปีหน้า เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 35 ชั้น จำนวน 5 ตึก มีจำนวนยูนิตราว 3,000 ยูนิต บนพื้นที่ 17 ไร่ ติดกับเซ็นทรัลเวสเกต บางใหญ่

นายทองมา กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง ต้นทุนการก่อสร้าง กับราคาที่ดินได้ปรับตัวติดต่อกัน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมามากกว่า 5% แล้ว ทำให้บริษัทต้องปรับราคาขายโครงการแนวราบเพิ่มขึ้นในปีหน้าอีก 2-3% และโครงการคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% จากปีนี้ โดยเฉพาะราคาที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม

ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารพร้อมทั้งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท พฤกษาฯ กล่าวถึงยอดขายของบริษัท 11 เดือน ประมาณการว่าเกิน 35,000 ล้านบาท หลังสิ้นเดือน ต.ค ที่ผ่านมา บริษัททำยอดขายได้ 35,000 ล้านบาท ดังนี้ บริษัทคาดหมายว่ายอดขายทั้งปีจะใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 43,000 ล้านบาท

“ยอดขายในปีนี้ได้รับผลกระทบการเมืองช่วงต้นปี พร้อมด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ดี อีกทั้งหนี้ครัวเรือนของคนในประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่สูง ทำให้กำลังซื้อลดลง กับปีนี้ภาพรวมอสังหาฯ ก็ติดลบ ทำให้เราก็ได้รับผลกระทบไปด้วยส่วนหนึ่ง แต่ก็คาดหมายว่ายอดขายทั้งปีอาจจะใกล้เคียงเป้าที่ตั้งไว้ พร้อมทั้งเราก็ยังมีโครงการที่จะเปิดในเดือนสุดท้ายของปีนี้อีก 6-7 โครงการ จากที่ไตรมาส 4 เปิดอีก 10 โครงการ มูลค่า 9,600 ล้านบาท” นายเลอศักดิ์ กล่าว

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจ กับพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริ ได้ร่วมกับบริษัทรับเหมาพัฒนาโครงการ พร้อมกับที่ปรึกษาโครงการ ร่วมกันตรวจสอบความเรียบร้อยของการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ ของแสนสิริ ทั้งในกรุงเทพฯ พร้อมด้วยต่างจังหวัด รวมประมาณ 2,000 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 8,300 ล้านบาท ตัวอย่างเช่น “นายน์ บาย แสนสิริ” คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้รถไฟฟ้าสถานีวงเวียนใหญ่ “ดีคอนโด โคโค่”จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรงข้ามเซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี รวมถึงที่จังหวัดภูเก็ตอีก 3 โครงการ เป็นต้นว่า “เดอะ เบส ไฮท์-ภูเก็ต” ,“เดอะ เดค” พร้อมทั้ง “บ้านไม้ขาว” คอนโดฯ ติดชายหาดไม้ขาว เพราะว่าโครงการทั้งหมดนี้เตรียมพร้อมส่งมอบห้องพักให้ลูกค้าเข้าอยู่อาศัยในปี58

“สำหรับความคืบหน้า PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ การก่อสร้างคอนโดมิเนียมทั้ง 5 โครงการ ใกล้จะเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย นายน์ บาย แสนสิริ ภาพรวมก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 75% และมียอดขายไปแล้ว 90% ดีคอนโด โคโค่ เสร็จไปแล้วกว่า 60% พร้อมด้วยมียอดขาย 60% เดอะ เบส ไฮท์-ภูเก็ต ก่อสร้างเสร็จแล้วกว่า 80% และมียอดขายไปแล้ว 60% เดอะ เดค ภาพรวมก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 60% พร้อมทั้งมียอดขายไปแล้ว 60% พร้อมด้วยบ้านไม้ขาว ก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 75% พร้อมกับมียอดขายไปแล้ว 55%”

แน่ใจรายได้ตรงเป้าหลังอสังหาฯ “เอสบี” เร่งรับมอบออเดอร์เก่าพร้อมกับสั่งซื้อเพิ่ม

“เอสบี” มั่นใจรายได้เข้าเป้าหลังอสังหาฯ

หลังไตรมาส 3 สัญญาตลาดเฟอร์นิเจอร์เริ่มฟื้น เอสบีฯ ล้มโครงการลดเป้ายอดขายอสังหาฯ เร่งรับมอบสินค้าในออเดอร์เก่า พร้อมทั้งเพิ่มเติมคำสั่งซื้อสินค้าล็อตใหม่ สวนทางช่วงต้นปีผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ อสังหาฯ เบรกรับมอบเฟอร์นิเจอร์ เหตุผลลูกค้าชะลอรับโอนบ้าน-ห้องชุด ขยายความครึ่งปียอดขาย 40% จากเป้า 7,000 ล้านบาท หวังฤดูกาลขายในไตรมาส 4 ส่งเสริมยอดขายเข้าเป้า บอกแผนลงทุนสาขาย่อย จับมือโฮมโปรฯ เช่าพื้นที่ 300-400 ตร.ม.ในทุกสาขาใหม่ เปิดa SB Design Square คาด 3-5 สาขาต่อปี ปี 58 เล็งทุ่มงบ 400 ล้านบาท ผุดสาขาใหญ่ เซ็นทรัลเวสต์เกต บางใหญ่

น.ส.ธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหารฝ่ายงานการตลาด กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2557 สภาพตลาดเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างซบเซา ทั้งนี้เพราะกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวลง ประกอบกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีการชะลอการพัฒนาโครงการ และผู้บริโภคมีการชะลอรับโอนที่อยู่อาศัย ทั้งโครงการแนวสูง พร้อมด้วยแนวราบออกไป เนื่องจากว่าได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง พร้อมด้วยการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อ กำลังซื้อ พร้อมกับความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค

นอกจากวัตถุปัจจัยดังกล่าวข้างต้นส่งผลกระทบต่อตลาดเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างมาก เหตุว่าผู้ประกอบการโครงการแนวสูง พร้อมด้วยแนวราบได้ชะลอคำสั่งซื้อ พร้อมกับเลื่อนการรับมอบเฟอร์นิเจอร์ในโครงการที่มีการสั่งซื้อสินค้าไว้แล้วออกไป ทำให้ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งมีรายได้ลดลง ซึ่ง เอสบีฯ ก็เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย

น.ส.ธัญญรักข์ กล่าวว่า ในคราวที่ผ่านมาได้จับมือกับบริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นพันธมิตรทางการค้า ซึ่งตกลงว่า เอสบีฯ จะเช่าพื้นที่โฮมโปรในทุกสาขาที่เปิดใหม่ จำนวน 300-400 ตารางเมตร (ตร.ม.) สำหรับเปิดสาขาเอสบีฯ ซึ่งถือเป็นสาขาขนาดกลางพร้อมด้วยเล็กของบริษัทในการขยายตลาดออกไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ในแต่ละปี เอสบีฯ จะมีการลงทุนเปิดสาขาใหม่เพิ่มปีละ 3-5 สาขา ซึ่งจะใช้งบลงทุนต่อสาขา 10 ล้านบาท

ส่วนการเปิดตัวสาขาขนาดใหญ่นั้น เอสบีฯ จะพิจารณาตามแนวโน้มการขยายตัวสำหรับตลาดอสังหาฯ กับความต้องการสินค้าตกแต่งบ้านในพื้นที่ เพราะล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์พร้อมด้วยสินค้าตกแต่งบ้าน SB Design Square สาขาราชพฤกษ์ ซึ่งใช้งบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ในการพัฒนาพื้นที่ 23,000 ตร.ม. ให้เป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ พร้อมด้วยสินค้าตกแต่งบ้าน โดยกะว่าจะมีรายได้จากสาขาดังกล่าวประมาณ 50 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมด้วยในปี 2558 จะมีการลงทุนเปิดสาขาใหม่ ซึ่งเป็นสาขาขนาดใหญ่ คือ สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต บางใหญ่ ซึ่งจะใช้งบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท เพิ่มอีก 1 สาขา

 

คาดปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโดให้เช่าตามแผน เหตุย่านราชดำริ ห้องชุดให้เช่าน้อย จับต่างชาติอยู่30ปี

 รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด เหตุย่านราชดำริ

 

เล็ง ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ให้เช่าตามแผน 3 ปี ตอบรับกระแสทำเลคอนโดราชดำริหายาก

รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด เหตุย่านราชดำริ ห้องชุดให้เช่าน้อย จับต่างชาติอยู่30ปี

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานบริษัท อาคารพาณิชย์ ราชดำริ ผู้ดำเนินธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงาน อาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์ เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำที่ดินอาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์เปลี่ยนไปทำคอนโดให้เช่า เนื่องด้วยมองว่า ตลาดให้เช่าพื้นที่สำนักงานอีก 3 ปี จะมีผู้ประกอบการใหม่เพิ่มมากจนการแข่งขันสูง โดยเบื้องต้นถ้าหากตัดสินใจทำจริงจะเริ่มใน 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ตลาด ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ให้เช่าในพื้นที่ราชดำริมีศักยภาพสูง ก็เพราะว่าในย่านนี้หาทำเลที่ดีทำคอนโดได้ยากแล้ว ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน จึงเปลี่ยนไปทำคอนโดได้ โดยมองว่าต้องการทำเป็นคอนโดให้เช่า อาจเป็นระยะเวลา 30 ปี มากกว่าขายขาดเนื่องแต่ต้องการเก็บสิทธิที่ดินเอาไว้ คาดว่าจะได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติที่ไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินอยู่แล้ว

นางปิยะมาน กล่าวว่า จะใช้เงินลงทุน50 ล้านบาท ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางของอาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์ในช่วงต้นปีหน้า พร้อมทั้งคาดว่าจะดำเนินการเสร็จได้ใน 4 เดือนโดยจะเพิ่มพื้นที่สำหรับค้าปลีก กับนำพื้นที่ด้านหน้าอาคารที่ยังเหลืออยู่มาทำร้านอาหารกินดื่ม ที่เน้นย้ำการออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม ด้วยตอบสนองความต้องการของผู้เช่าพื้นที่ในการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม พร้อมทั้งเพิ่มรายได้จากร้านอาหารกินดื่ม ส่วนปัจจุบันมียอดใช้พื้นที่สำนักงานให้เช่า 95%

ก่อนหน้านี้ นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ราคาขายคอนโดย่านกลางเมืองที่เป็นไพรม์แอเรีย เช่นว่า เพลินจิตชิดลม ราชดำริ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านที่ดินที่มีน้อย ทำให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันซื้อที่ดิน คาดว่าโครงการเปิดใหม่มีโอกาสเปิดขายราคาสูงถึง 3-4 แสนบาท/ตร.ม.

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน พิจารณาเกณฑ์ ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน

สศค.พิจารณาเกณฑ์ยกเว้นภาษีที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม ขยายมูลค่าบ้านเป็น 1.5-2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ หลังกระทรวงการคลัง ชี้แจงกฎหมายการจัดเก็บภาษีมรดก ผ่านการพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว กฎหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินกับสิ่งปลูกสร้าง จะเป็นกฎหมายอีกฉบับ ที่กระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอครม.ในต้นปีหน้า

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภายหลังที่ได้หารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสมหมาย ภาษี เบื้องต้นสรุปว่า ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะยังคงจัดเก็บที่อัตราเพดาน พื้นที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 1% ส่วนที่ดินว่างเปล่าพร้อมกับเพื่อจะการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 4%

ส่วนอัตราการเก็บจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเริ่มพิจารณาเก็บฐานต่ำในอัตราเดิมก่อนหน้านี้ที่ สศค. เคยนำเสนอไว้ หมายถึง ที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.05% พร้อมกับ ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 0.1% ซึ่งอัตราเก็บจริงจะเก็บครั้งเดียวปีต่อปี ส่วนที่ว่างเปล่าและเพื่อการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 0.5% จะทยอยปรับทุก 3 ปี 2 ครั้ง

ทั้งนี้ทั้งนั้น แนวทางปฏิบัติยังต้องพิจารณาเพิ่มปริมาณใน กรณี สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ ที่ได้รับการยกเว้นเสียภาษีพัฒนาจาก “ไม่เกิน 1 ล้านบาท” เป็น “ไม่เกิน 1.5- 2 ล้านบาท” ด้วยว่าให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ กับให้นำมูลค่าบ้านมาหักลดหย่อนตามข้อยกเว้นก่อน แล้วถึงจะนำมูลค่าบ้านที่เหลือไปคิดเป็นมูลค่าของฐานที่จะต้องเสียภาษี

“ภาษีที่ดินพร้อมกับสิ่งปลูกสร้าง จะมีความชัดเจนพร้อมทั้งเสนอเข้าครม.ได้ประมาณมกราคมปีหน้า ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังต้องการผลักดันแน่นอน”

ทริส หวั่นเก็บภาษีมรดกกระทบกำลังซื้อ

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส เรตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการที่รัฐบาลมีแนวคิดจะจัดเก็บภาษีมรดกที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเงินที่จะได้รับจากการจัดเก็บภาษีมีสัดส่วนคิดเป็น 0.5 % ของจีดีพีเท่านั้น สิ่งที่สังคมต้องทำความเข้าใจ คือ เงินมรดก เป็นเงินที่ประชาชนทำงาน และเก็บเงินไว้ให้ลูกหลาน เงินเหล่านี้ผ่านการเสียภาษีมาแล้ว 1 ครั้ง อย่างการเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล การเก็บภาษีมรดกคือการเก็บภาษีครั้งที่ 2 เช่นนั้นหากรัฐบาลจะทำจริง ต้องอธิบายกับสังคมให้ได้ถึงเหตุผลในการจัดเก็บ

แนะรับสร้างบ้านผนึกกำลังรับเออีซี

นายสุทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการ “ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย’58 @ ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ในหัวข้อ “ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ว่า สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ การที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปเปิดตลาดรับสร้างบ้านในอาเซียนได้นั้น จะต้องร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการไทยด้วยกัน ด้วยว่าที่ผ่านมาสมาชิกยังไม่เข้มแข็ง ยิ่งไปกว่านี้ยังควรตั้งรับมากกว่าตั้งรุก เน้นย้ำการสร้างตลาดพร้อมกับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้สร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง ทำตัวเองให้เป็นตัวเลือกให้กับนักลงทุนจากประเทศต่างๆ เป็นต้นว่า ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย กับสวีเดน ซึ่งจะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นการเจรจากันบ้างแล้ว

ส่วนกลยุทธ์หากจะรุกตลาดอาเซียน ต้องไปกันเป็นกลุ่ม ที่ผ่านมาสมาคมฯ เน้นหนักการสร้างผู้ประกอบการที่มีคุณภาพพร้อมกับเชื่อมโยงกันระหว่างภูมิภาค ซึ่งในปีหน้าจะเน้นเพิ่มพูนให้แก่ผู้ประกอบการขยายตลาดผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ

ชี้ศึกษากฎ-ระเบียบลงทุนให้ชัด

นายสุทธิพร ยังกล่าวว่า นอกจากการรวมกลุ่มช่วยกันรุกตลาดแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องศึกษากฎกับระเบียบต่างๆ ในการเข้าไปลงทุนธุรกิจนี้ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาการลงทุนต่างๆ สำหรับแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน เป็นต้นว่า สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ ในประเทศนั้นๆ

เพราะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือไม่ก็ซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน เนื่องจากมีการพัฒนาที่ช้ากว่าไทยหลายสิบปี ทำให้ขยายเศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก

“พม่าถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปทำธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้น เป็นพิเศษการเข้าไม่ถึงนักลงทุนที่แท้จริง แต่จะต้องผ่านตัวแทนหรือนายหน้า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องรอบคอบ” นายสุทธิพร กล่าว

ตอนที่ความต้องการสร้างบ้านในประเทศลาวพร้อมด้วยกัมพูชานั้นถือว่ามีสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะ พร้อมด้วยกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติ ซึ่งชื่นชอบในฝีมือแรงงานพร้อมทั้งรูปแบบการออกแบบของคนไทย เพราะว่าระดับราคารับสร้างบ้านเฉลี่ยเริ่มต้นตั้งแต่ 20-30 ล้านบาทด้วยว่าผู้มีฐานะ และ 5-10 ล้านบาท สำหรับนักธุรกิจชาวต่างชาติ

มั่นใจปีหน้าธุรกิจสร้างบ้านโต

ส่วนภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้ ถือว่าตลาดไม่ปกติ เป็นพิเศษในช่วงไตรมาส 2 พร้อมกับ 3 ของปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น ทำให้ชะลอการใช้จ่ายเป็นพิเศษผู้บริโภคระดับรากหญ้า

ข้อเสียแรงงานไทยอายุมาก

นายสราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์พร้อมด้วยพัฒนาสังคม สถาบันการวิจัยเพราะด้วยการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ตลาดแรงงานก่อสร้างในไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นพิเศษแรงงานระดับล่าง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งรูปแบบที่ถูกกฎหมายพร้อมด้วยผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวแต่แอบมาทำงานในไทย

ปัจจุบันแรงงานไทยมี 38 ล้านคน คือแรงงานก่อสร้าง 2.4 ล้านคน เป็นแรงงานระดับล่าง 2 ล้านคน หรือว่าคิดเป็น 82% ขณะที่แรงงานต่างด้าว เช่น พม่า กัมพูชา พร้อมกับลาว อยู่ที่ 6.71 แสนคน คิดเป็น 34% ซึ่งแรงงานเวียดนามมีความต้องการที่จะเข้ามาทำงานในไทยมากกว่าแรงงานจากชาติอื่น

“แรงงานระดับล่างหากแข่งขันกันจริง  เราไม่ได้ส่งแรงงานระดับล่าง แค่เรานำเข้าจากซีแอลเอ็มวี ขณะที่ลาวพร้อมกับกัมพูชาใช้แรงงานจากกัมพูชาพร้อมทั้งจีน สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ โดยเหตุค่าแรงไม่สูง  ขณะที่ปัญหาของแรงงานระดับล่างของไทยคือ เป็นแรงงานผู้สูงอายุ รวมถึงแรงงานไทยทำงานเป็นฤดูกาล ซึ่งจะต้องหาแรงงานต่างชาติเข้ามาชดเชยซึ่งถือเป็นข้อเสียเปรียบ ขณะที่แรงงานต่างด้าวเป็นวัยหนุ่มสาว”

 

ทช.-กรมทางหลวงชนบท ได้ฤกษ์เปิดใช้ในวันที่ 28 ธันวาคมนี้ “ถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก”

เชื่อม ราชพฤกษ์-ไทรน้อย  ฤกษ์เปิดใช้ 28 ธ.ค. บูมโซนตะวันตก

หลังใช้เวลาก่อสร้างร่วม 3 ปี นับจากวันแรกตอกเข็มเมื่อกุมภาพันธ์ 2555 ล่าสุดโปรเจ็กต์ 2,444 ล้านบาท ถนนเชื่อมต่อ  ถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษก  ช่วงแนวตะวันออก-ตะวันตก ของ “ทช.-กรมทางหลวงชนบท” จะได้ฤกษ์เปิดใช้ในวันที่ 28 ธันวาคมนี้เป็นต้นไป

ปัจจุบันผลงานก่อสร้างพัฒนาอยู่ที่ประมาณ 92% เพราะว่ามีกำหนดจะแล้วเสร็จ 100% ในเดือนมกราคม 2558 แต่เพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนนนทบุรี ทาง “กระทรวงคมนาคม” จึงเร่งรัดเปิดใช้โครงการนี้ก่อนกำหนด เพื่อการจราจรพื้นที่รอยต่อกรุงเทพฯพร้อมทั้งนนทบุรีคล่องตัวมากขึ้น

จริง ๆ โครงการนี้ตามสัญญาเดิมจะแล้วเสร็จตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา แต่ทางผู้รับเหมาก่อสร้าง “บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น” ได้ขอขยายเวลาออกไปอีก 5 เดือน จึงเลื่อนกำหนดเปิดบริการไปเป็นเดือนธันวาคมนี้แทน

เพื่อโครงการนี้ จะเป็นถนนตัดใหม่ ขนาด 6 ช่องจราจร จะเชื่อมต่อกับถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ ในแนวถนนชัยพฤกษ์ เพราะเส้นทางเมื่อมาจากสะพานพระราม 4 บริเวณห้าแยกปากเกร็ด ถัดจากจะทะลุออกถนนวงแหวนตะวันตก จะทำให้การเดินทางจะคล่องตัวขึ้น เนื่องด้วยไม่ต้องวิ่งเข้าไปยังถนนราชพฤกษ์ตัดใหม่ อีกต่างหากจะเป็นการเปิดพื้นที่ขยายเมืองออกไปรอบนอกมากขึ้น คาดหมายว่าในอนาคตย่านนี้จะเกิดการพัฒนาใหม่ ๆ เกิดขึ้นหลังมีถนนตัดผ่าน

เพราะว่า จุดเริ่มต้นโครงการจะอยู่ที่ถนนสายบางกรวย-ไทรน้อย บริเวณแยกสามวัง มุ่งไปทางตะวันออก เลี่ยงพื้นที่ชุมชนซอยฟาร์อีส 1 (เทศบาล 10) และซอยฟาร์อีส 2 (เทศบาล 12) จากนั้นข้ามคลองลำโพธิ์ ผ่านหมู่บ้านภัทราวรรณ์ ผ่านคลองขุดชลประทาน ชุมชนเบาบาง แล้วเบนเส้นทางไปทางขวา ผ่านคลองขุนมหาดไทย จากนั้นตรงเข้าบรรจบกับถนนชัยพฤกษ์ จะมีการก่อสร้างทางแยกต่างระดับสาลีโขบริเวณจุดต่อเชื่อมเส้นทาง และถนนระดับดินขนาด 6 ช่องจราจร รวมระยะทาง 6.45 กิโลเมตร

ช่วงปัจจุบัน มีการลงทุนใหม่ ๆ เกิดขึ้นไปดักรอล่วงหน้าแล้วมากมาย ไม่ว่า “โครงการอสังหาริมทรัพย์และคอมมิวนิตี้มอลล์” รองรับเมืองที่เริ่มขยายตัวมาทางกรุงเทพฯโซนตะวันตกมากขึ้น

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

“ไรมอน แลนด์” ตั้งเป้าผลกำไรปีนี้ทำสถิติสูงสุด

 

ไรมอน แลนด์'ยันกำไรปีนี้ทำนิวไฮ

ไรมอน แลนด์  แน่ใจกำไรปีนี้ทำสถิติสูงสุดใหม่ หลัง 9 เดือนได้ 1.15 พันลบ. ส่วนรายได้คาดแตะ 6-6.5 พันลบ.

นายวิท สุธีรชาติกุล นักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.ไรมอน แลนด์ (RML) กล่าวว่า กำไรสุทธิในปีนี้จะเป็นกำไรสุทธิที่สูงที่สุด (New High) ตั้งแต่บริษัทก่อตั้งมา หลังบริษัทมีกำไรสุทธิใน 9 เดือนแรกแล้วที่ 1.15 พันล้านบาท ดังที่ในปีนี้มีการเริ่มโอนโครงการคอนโดมิเนียม 185 ราชดำริ เข้ามาตั้งแต่ไตรมาส 2/57 ซึ่งคอนโดมิเนียม 185 ราชดำริ เป็นโครงการที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีมากกว่า 30% ทำให้บริษัทมีกำไรเพิ่มสูงขึ้น จากปี 56 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 746.27 ล้านบาท

สำหรับรายได้ในปี 57 “ไรมอน แลนด์” มั่นใจว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6-6.5 พันล้านบาท จากการทยอยโอนโครงการคอนโดมิเนียมต่างๆเข้ามา เช่น โครงการเดอะริเวอร์ โครงการ 185 ราชดำริ โครงการซายร์ วงศ์อมาตย์ ซึ่ง 9 เดือนแรก บริษัทมีรายได้รวมแล้วอยู่ที่ 5.68 พันล้านบาท กับคาดว่าไตรมาส 4/57 จะมีรายได้จากการทยอยโอนโครงการคอนโดมิเนียมทั้ง 3 โครงการดังกล่าวเข้ามาอีกเช่นเดียวกับ 1.2 พันล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาส 4/57 รายได้จะต่ำกว่าช่วงไตรมาส 3/57 ที่มีรายได้ 2.08 พันล้านบาท เหตุเพราะเป็นช่วงที่ลูกค้ามีการโอนโครงการน้อยที่สุด เหตุเพราะในช่วงปลายปีเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดค่อนข้างมาก ลูกค้าคนไทยมีการเดินทางไปต่างประเทศในช่วงวันหยุด กับลูกค้าต่างประเทศมีการชะลอการโอนโครงการไปเป็นหลังปีใหม่แทน ทำให้รายได้ในไตรมาส 4/57 จะต่ำกว่าไตรมาส 3/57

ทั้งนี้ แม้กระนั้นรายได้ในไตรมาส 4/57 จะลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 3/57 แต่ในส่วนของอัตรากำไรสุทธิเชื่อว่าในไตรมาส 4/57 จะเพิ่มขึ้นกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 2/57 ที่ 23% หลังจากที่ไตรมาส 3/57 อัตรากำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 17% เนื่องมาจากในไตรมาส 4/57 มีโครงการคอนโดมิเนียมซายร์ วงศ์อมาตย์ มีการเริ่มทยอยโอนเพิ่มเข้ามา ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็น 1 โครงการที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีราว 30%

ด้านยอดขาย “ไรมอน แลนด์” ในปีนี้คิดว่าจะทำได้เกิน 3 พันล้านบาท หลังจาก 9 เดือนแรกทำยอดขายได้แล้ว 2.6 พันล้านบาท เพราะขณะนี้ยังมีโครงการที่ยังเหลือขายทั้งหมด 5 โครงการ มูลค่ารวมที่เหลือขายอยู่ที่ 6.82 พันล้านบาท ซึ่งในช่วงที่เหลือของปีคาดว่ายอดขายโครงการยังสามารถเติบโตได้ดี จากความเชื่อมั่นพร้อมด้วยกำลังซื้อที่ดีขึ้น

สำหรับมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ณ 9 เดือนแรกของบริษัทอยู่ที่ 1.02 หมื่นล้านบาท จะทยอยรับรู้ในไตรมาส 4/57 ราว 1.2 พันล้านบาท กับส่วนที่เหลือคิดว่าจะสามารถทยอยโอนหมดภายในปี 58

โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

ไทดีดีลักซ์ สุขุมวิท 34 คอนโดฯแต่งครบ…สไตล์บูทีครีสอร์ต ตอกย้ำความร่มรื่น

ไทดีดีลักซ์ สุขุมวิท 34 คอนโดฯแต่งครบ...สไตล์บูทีครีสอร์ต

ทำเลห่างบีทีเอสทองหล่อ 330 เมตร เป็นหนึ่งในจุดขายของคอนโดมิเนียมหรู “ไทดีดีลักซ์ สุขุมวิท 34″ ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่หมาด กำลังทยอยโอนห้องให้ลูกค้า

ถ้าหากชื่อชั้นเจ้าของโครงการ “ทองหล่อสิบเจ็ด” ไม่ใช่บิ๊กเนมในวงการอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าว่า “ทศพร ศักดิ์มนูญ” เอ็มดีที่ทำคลอดโปรเจ็กต์ใส่กับมือตั้งแต่แรก คือคนที่ผ่านประสบการณ์ในแวดวงพัฒนาคอนโดฯมาอย่างโชกโชน จึงเข้าใจความต้องการคนอยู่คอนโดฯเป็นอย่างดี

เมื่อเขาลงขันร่วมกับ พาร์ตเนอร์ขึ้นคอนโดฯแท่งแรกในซอยสุขุมวิท 17 กับปิดการขายเกลี้ยง จึงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ “ไทดีดีลักซ์” ในซอยสุขุมวิท 34 ซอยชั้นดีที่ค่อนข้างสงบพร้อมทั้งส่วนใหญ่เป็นบ้านเพื่อตระกูลเก่าแก่ โดยเฉพาะแปลงที่ดินไทดีดีลักซ์ว่ากันว่าเดิมทีเป็นบ้านพักอาศัยของอดีตนายกฯ ท่านหนึ่ง ซื้อต่อมาราคาตารางวาละ 3.5 แสนบาท เมื่อ 2-3 ปีก่อน

ท้ายสุดเพิ่งเปิดให้ชมห้องจริง วิวจริง เพราะคอนโดฯเป็นตึก 8 ชั้น 141 ยูนิต บนที่ดิน 1 ไร่ต้น ๆ ห้อง 1-2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 31-67 ตารางเมตร ราคาปัจจุบันปรับขึ้นเป็น ตร.ม.ละ 1.5 แสนบาท จากช่วงเปิดตัว 1.3 แสนบาท

จุด ต่างเกี่ยวกับ “ไทดีดีลักซ์” กับคอนโดฯแท่งอื่นในละแวกใกล้เคียง เป็นเรื่อง “เอเทรียม” ไม่ก็โถงโล่งตรงกลางตกแต่งเป็นสวนไว้นั่งชิล ๆ เปิดรับแสงธรรมชาติช่วยเพิ่มความปลอดโปร่ง มีต้นไผ่จำลองสูงเท่าตึก 2-3 ชั้น แต่ผู้ประกอบการมักไม่ค่อยทำกันเพราะไม่ต้องการเสียพื้นที่ขายไปฟรี ๆ

ด้วย ทำเลที่ตั้งอยู่กลางเมือง ห่างรถไฟฟ้าบีทีเอสทองหล่อ 330 เมตร ที่นี่จึงออกแบบตกแต่งสไตล์…บูทีค รีสอร์ต หมายความว่าทั้งโครงการมีจำนวนยูนิตไม่มาก พร้อมด้วยเน้นย้ำความร่มรื่นเสมือนหนึ่งได้อยู่รีสอร์ตกลางเมือง

เนื่องจากรัศมีที่ใกล้ ชุมชนเจแปนีสทาวน์ของคนญี่ปุ่น “แอ๊ด-ทศพร” เอ็มดีจึงไม่ลังเลที่จะขายคอนโดฯแบบตกแต่งเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า พร้อมเข้าอยู่ สำหรับกลุ่มเศรษฐีเงินเย็นต้องการซื้อไว้ลงทุนปล่อยเช่าและอนาคตขายต่อก็ สามารถทำกำไรได้อีกทอด

“ที่นี่เรามีให้เรียกว่าครบหรือไม่ก็เกือบครบ ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้าแบบอบผ้าได้ เตาไฟฟ้า เครื่องทำน้ำอุ่น แอร์ เตียง ที่นอน หมอน ฯลฯ ถ้า ไม่ปล่อยเช่า เจ้าของมาแต่ตัวก็เข้าอยู่ได้จริง” คำอธิบายของเอ็มดีไทดีดีลักซ์ถามถึงเรตค่าเช่าโครงการ ด้วยว่าประสบการณ์ที่ทำโครงการในซอยทองหล่อ 17 มาแล้ว เคลมว่า…ตารางเมตรละ 750 บาท น่าจะได้แน่นอน คำนวณง่าย ๆ หากซื้อคอนโดฯขนาด 40 ตารางเมตร ราคาตารางเมตรละ 1.5 แสนบาท เท่ากับราคา 6 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้ตารางเมตรละ 750 บาท ตกเดือนละ 3 หมื่นบาท หักค่าใช้จ่ายส่วนกลางตารางเมตรละ 55 บาท หรือเดือนละ 2.2 พันบาท กับค่านายหน้าหาลูกค้า 3 หมื่นบาท หรือเทียบเท่าค่าเช่า 1 เดือน เพราะว่ามีข้อมูลว่าชาวต่างชาติที่พักอาศัยบนถนนสุขุมวิทมีประมาณ 7 หมื่นคน

สีสัน การตกแต่งภายในห้อง “ไทดีดีลักซ์” เน้นโทนสีครีม-น้ำตาล เฟอร์นิเจอร์เป็นแบบสั่งผลิตจากโรงงานผลิตสินค้าเกรดส่งออก เน้นดีไซน์เรียบ ๆ และทันสมัย เน้นแบรนด์ชั้นนำในแต่ละผลิตภัณฑ์ ดังเช่น แอร์ก็ต้องยี่ห้อไดกิ้น, เครื่องซักผ้ายี่ห้ออีเลคโทรลักซ์, ไมโครเวฟยี่ห้อชาร์ป ฯลฯ เพราะว่าห้องแบบ 2 ห้องนอนจะพิเศษกว่าตรงที่มีอ่างอาบน้ำให้ด้วย

ส่วนสิ่งอำนวยความ สะดวกหลัก ๆ มีที่ชั้น 2 เป็นห้องฟิตเนส และชั้นดาดฟ้าที่มีสระว่ายน้ำกลางแจ้ง มีม่านน้ำที่ไหลจากระเบียง ให้ความรู้สึกกำลังว่ายน้ำในสระโรงแรมบนดาดฟ้า พร้อมกับอีกฝั่งยังมีลานพัตกอล์ฟขนาดย่อมเอาไว้ซ้อมความแม่นในยามว่างด้วย

สุดท้าย โครงการยังมีห้องชุดเหลืออีกประมาณ 30% สุดท้าย พร้อมโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ…ใครที่มาก่อนได้สิทธิ์เลือกตำแหน่งห้องก่อน

 

updated: 20 พ.ย. 2557 เวลา 15:14:55 น. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ค้าปลีกบูม 9 เดือนเปิด 1.96 แสนตร.ม.สิ้นปีจ่อเปิดอีก 3.9 แสนตร.ม.

ค้าปลีกบูม 9 เดือน

คอลลิเออร์ฯ ผลสำรวจพื้นที่ค้าปลีกเขตกรุงเทพพร้อมกับพื้นที่ใกล้เคียง 9 เดือน พบเปิดใหม่ 1.96 แสนตร.ม. มีผลพื้นที่ค้าปลีกรวม 6.794 แสน ตร.ม. ศูนย์การค้ามากสุด 59% รองลงมาคอมมูนิตี้มอลล์ 13% คาดหมายสิ้นปีพื้นที่ค้าปลีกเข้าสู่ตลาดอีกกว่า 3.9 แสนตร.ม.
นายสุรเชษฐ กองชีพ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัท คอลลิเออร์ส อินเตอร์ เนชั่นแนล ประเทศไทย จำกัด เผยถึงผลสำรวจ “ตลาดพื้นที่ค้าปลีกในกรุงเทพมหานครพร้อมด้วยพื้นที่โดยรอบ” ณ ไตรมาสที่ 3/2557 พบว่า ยังคงขยายตัวสืบเนื่อง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศยังคงไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมามีพื้นที่ค้าปลีกสร้างเสร็จกับเปิดให้บริการประมาณ 196,000 ตารางเมตร ส่งผลให้พื้นที่ค้าปลีกทั้งหมดในกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยพื้นที่โดยรอบอยู่ที่ประมาณ 6,794,600 ตารางเมตร
ในไตรมาสที่ 3/2557 “คอมมูนิตี้มอลล์” ยังคงเป็นรูปแบบที่เปิดให้บริการมากที่สุด คือประมาณ 47% หรือว่าประมาณ 25,200 ตารางเมตร จากพื้นที่ค้าปลีกทั้งหมด 53,200 ตารางเมตร ที่เปิดในไตรมาสที่ 3 นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ค้าปลีกอีกประมาณ 393,390 ตารางเมตร ที่มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาสสุดท้ายของปี พ.ศ.2557
ถึงกระนั้นก็ตามศูนย์การค้า นับมีส่วนแบ่งมากที่สุด 59% ของพื้นที่ค้าปลีกทั้งหมด หรือประมาณ 4,006,000 ตารางเมตร ในขณะที่คอมมูนิตี้มอลล์มีสัดส่วนมากเป็นลำดับที่สองในตลาดพื้นที่ค้าปลีกเพราะว่ามีพื้นที่รวมประมาณ 905,980 ตารางเมตร หรือไม่ก็ประมาณ 13% ในขณะที่ซูเปอร์สโตร์มอลล์เป็นลำดับที่สามมีสัดส่วนประมาณ 12% หรือประมาณ 816,950 ตารางเมตร
คอมมูนิตี้มอลล์ขึ้นมาเป็นลำดับที่สองแทนที่ซูเปอร์สโตร์มอลล์ ภายหลังที่จำนวนของคอมมูนิตี้มอลล์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในขณะซูเปอร์สโตร์มอลล์มีเปิดให้บริการใหม่ไม่มากนัก นายสุรเชษฐ กล่าว
ในส่วนของพื้นที่ค้าปลีกที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างนั้น อุปทานในอนาคตที่มีกำหนดแล้วเสร็จในไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 มีประมาณ 393,390 ตารางเมตร โดยประมาณ 190,500 ตารางเมตรเป็นศูนย์การค้า กับอีกประมาณ 182,900 ตารางเมตร คือ คอมมูนิตี้มอลล์
อัตราการเช่าในทุกพื้นที่ในไตรมาสที่ 3/2557 ยังคงใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ว่าในพื้นที่ใจกลางเมืองปรับเพิ่มขึ้นยิ่งกว่าพื้นที่อื่นๆ ในช่วงที่มีปัญหาการเมืองในช่วงครึ่งแรกปี 2557 ร้านค้าแบรนด์ต่างประเทศ พร้อมด้วยแบรนด์ไทยยังคงเปิดร้านใหม่อย่างสม่ำเสมอในกรุงเทพมหานคร และในบางจังหวัดท่องเที่ยว ซึ่งอุปสงค์จากร้านค้าแบรนด์ต่างประเทศ พร้อมกับแบรนด์ไทย ยังคงมีอยู่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2557 พร้อมกับจะติดต่อไปในปีต่อไป
เพราะเช่นนั้นอัตราการเช่าเฉลี่ยในธุรกิจพื้นที่ค้าปลีกจะปรับเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3 – 5% ในปี 2558 โดยเฉพาะในพื้นที่ใจกลางเมือง แต่ภาวะเศรษฐกิจด้วยประเทศในไตรมาสที่ 3 ยังคงไม่ฟื้นตัว แต่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรกของปี 2557
เพราะด้วยค่าเช่าเฉลี่ยในทุกทำเลของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่โดยรอบในไตรมาสที่ 3/2557 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้านี้ พื้นที่ใจกลางเมืองมีค่าเช่าสูงที่สุด พร้อมทั้งอาจจะมากกว่า 3,000 บาทต่อตารางเมตรในบางศูนย์การค้า เหตุเพราะโครงการค้าปลีกส่วนใหญ่ในพื้นที่ใจกลางเมืองตั้งอยู่ในเขตศูนย์กลางธุรกิจ พร้อมด้วยตามแนวระบบรถไฟฟ้า ซึ่งสะดวกในการเดินทาง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีคอมมูนิตี้มอลล์เปิดใหม่หลายโครงการในพื้นที่กรุงเทพมหานครอบนอก ซึ่งมีส่งผลให้ค่าเช่าในพื้นที่เหล่านั้นมีการปรับเกิดขึ้นต่อเนื่อง
“ผู้ประกอบการพื้นที่ค้าปลีกรายใหญ่ในประเทศไทยให้ความสำคัญกับจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดน พร้อมด้วยจังหวัดใหญ่ในทุกภาคของประเทศไทย ซูเปอรสโตร์มอลล์ พร้อมกับสเปเชี่ยลตี้สโตร์เปิดให้บริการในบางจังหวัดชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่ผู้ประกอบพื้นที่ค้าปลีกบางรายมีแผนจะพัฒนาศูนย์การค้าในบางจังหวัดใหญ่” นายสุรเชษฐ กล่าว
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤศจิกายน 2557 21:42 น.