AP ปรับเพิ่มเป้ารายได้ปีนี้เป็น 2.2 หมื่นลบ. กรณีโอนโครงการได้เร็วกว่าคาด โดยเฉพาะในโครงการแนวราบ

APปรับเพิ่มเป้ารายได้ปีนี้เป็น2.2หมื่นลบ

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บมจ. เอพี (ไทยแลนด์) หรือ AP  ปรับเพิ่มเป้ารายได้ปีนี้เป็น 2.2 หมื่นลบ. จากเดิมที่ 2.1 หมื่นล้านบาท หลังครึ่งปีแรกสามารถรับรู้รายได้แล้วราว 9.3 พันล้านบาท เนื่องจากบริษัทฯสามารถโอนโครงการได้เร็วกว่าที่เดา โดยเฉพาะในโครงการแนวราบ
ช่วงปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) มูลค่า 2.3 หมื่นล้าน ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้ถึงปี 60 โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ราว 1.1 หมื่นล้านบาท
เพราะว่ายอดขายปีนี้บริษัทยังมั่นใจจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท เพราะว่าในช่วง 3 ไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทฯมียอดขายรวมแล้วกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท เพราะว่าในเดือนพ.ย.นี้ บริษัทเตรียมเปิดตัวอีก 2 โครงการใหม่ มูลค่าราว 2.1 พันล้านบาท แบ่งเป็นโครงการ DISTRICT ศรีวรา มูลค่า 870 ล้านบาท พร้อมกับโครงการบ้านกลางเมือง สุขุมวิท 77 มูลค่า 1,250 ล้านบาท
“การเปิดโครงการใหม่ปีนี้ยังเปิดได้ตามเป้าหมาย 17 โครงการ  AP  ปรับเพิ่มเป้ารายได้ปีนี้เป็น 2.2 หมื่นลบ.  เพราะว่าปัจจุบันเปิดโครงการไปแล้ว 15 โครงการ” นายวิทการ กล่าว
ส่วนในปี 58 คาดว่า รายได้จะเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก โดยตั้งเป้าจะเปิดโครงการใหม่อย่างน้อย 17 โครงการ หลังปีนี้แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น ด้วยเหตุที่การเมืองที่คลี่คลาย พร้อมกับภาครัฐฯมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมด้วยเร่งการลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้า อย่างไม่ขาดสาย จึงมองว่าในปี 58 ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง
ดังนี้ บริษัทได้เตรียมงบลงทุนในการซื้อที่ดินไว้ 6 พันล้านบาท เพื่อเตรียมขยายโครงการอย่างไม่ขาดสาย โดยทางบริษัทยังเน้นการขยายโครงการในกรุงเทพเท่านั้น
“ปัจจุบัน  AP  ปรับเพิ่มเป้ารายได้ปีนี้เป็น 2.2 หมื่นลบ. เรายังอยู่ระหว่างทำแผนการขยายโครงการปีหน้า แต่เบื้องต้นเรามั่นใจว่ารายได้จะเติบเป็นตัวเลข 2 หลัก กับจะมีการขยายโครงการอย่างน้อย 17 โครงการ ซึ่งเรามองว่าปีหน้าตลาดอสังหาฯ จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังการเมืองคลี่คลายทำให้ประชาชนกลับมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น”นายวิทการ กล่าว

พฤกษาฯ มองปี 58 ปีทองอสังหาฯ 4 ปัจจัยหนุน เศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐ การเมืองนิ่ง เปิด80โครงการมูลค่า8หมื่นล.

ปี58ปีทอง พฤกษามอง อสังหาฯ เปิด80โครงการมูลค่า8หมื่นล.

พฤกษาฯ มองปี 58 ปีทองอสังหาฯ 4 ปัจจัยหนุน เศรษฐกิจ การลงทุนภาครัฐ การเมืองนิ่ง เออีซี

ขณะปัจจัยลบมีเพียง “แรงงานขาดแคลน-ทิศทางดอกเบี้ย” เคาะแผนลงทุนเปิด 70-80 โครงการมูลค่า 8 หมื่นล้าน คาดหมายปีนี้รายได้ทะลุ 4.2 หมื่นล้าน ตามเป้า ไปจากแบ็กล็อครอโอนปีนี้ 1.2 หมื่นล้าน เปรยทุนมาเลย์จีบร่วมทุน

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นับเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่มีการเติบโตย่อหย่อน ตามภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว นอกจากปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ฉุดความเชื่อมั่นพร้อมด้วยกำลังซื้อให้ลดลงอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก ถ้าแม้ว่าตลาดจะเริ่มจะกลับมาพลิกฟื้นในไตรมาส 3 แต่ช่วงระยะเวลาการขายที่หายไปเกือบครึ่งปี รวมถึงความมั่นใจพร้อมด้วยกำลังซื้อผู้บริโภคยังไม่กลับมาสู่ภาวะปกติ จึงเป็นอีกหนึ่งปีที่ยากลำบากสำหรับผู้ประกอบการ ที่จะฝ่าฟันให้บรรลุเป้าหมาย “ยอดขาย” พร้อมทั้ง “รายได้” ที่ตั้งไว้

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารพร้อมทั้งกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ประมาณการว่า ปีนี้ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ยังติดลบ 10% จากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง แต่ตั้งแต่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ก็เริ่มกลับมาดีขึ้น กำลังซื้อพร้อมกับความเชื่อมั่นเริ่มดีขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมทั้งตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังมีความโอนเอียงที่ดีขึ้นในปีหน้า

อย่างไรก็ตาม มองปี 58 ปีทองอสังหาฯ 4 ปัจจัยหนุน สำหรับพฤกษาแล้ว ยังถือว่าสามารถสร้างสถิติการเติบโตสม่ำเสมอ โดยคาดเดาว่าจะมีรายได้ทะลุเป้าที่ 4.2 หมื่นล้านบาท พร้อมทั้งกำไรมากกว่าปีที่ผ่านมาที่มีกำไรอยู่ที่ 5.8 พันล้านบาท เพราะว่าผลประกอบการ 9 เดือน (ม.ค.-ก.ย.) ด้วยปีนี้ มีกำไรอยู่ที่ 4.77 พันล้านบาท เติบโต 34.9%

“ประมาณว่ารายได้ในปีนี้จะทะลุเป้าที่ตั้งไว้ 4.2 หมื่นล้านบาท หลังมีรายได้ 9 เดือนแรกอยู่ที่ 3.03 หมื่นล้านบาท โดยในไตรมาส 4 ปีนี้ ประมาณการว่าจะเป็นไตรมาสที่บริษัทมีรายได้สูงที่สุดในปีนี้อยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ที่มีรายได้อยู่ที่ 1.15 หมื่นล้านบาท ถ้าว่าที่ผ่านมาบริษัทเลื่อนเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ ออกไป 11 โครงการ มองปี 58 ปีทองอสังหาฯ 4 ปัจจัยหนุน ไปเปิดโครงการในปี 2558 ” นายทองมา กล่าว

มั่นใจรายได้เข้าเป้าหลังอสังหาฯ “เอสบี” เร่งรับมอบออเดอร์เก่าพร้อมด้วยสั่งซื้อเพิ่ม

“เอสบี” มั่นใจรายได้เข้าเป้าหลังอสังหาฯ

เอสบีฯ ล้มแผนการลดเป้ายอดขาย หลังไตรมาส 3 สัญญาตลาดเฟอร์นิเจอร์เริ่มฟื้น อสังหาฯ เอสบีฯ เร่งรับมอบสินค้าในออเดอร์เก่า กับเพิ่มคำสั่งซื้อสินค้าล็อตใหม่ สวนทางช่วงต้นปีผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ อสังหาฯ เบรกรับมอบเฟอร์นิเจอร์ สาเหตุลูกค้าชะลอรับโอนบ้าน-ห้องชุด ขยายความครึ่งปียอดขาย 40% จากเป้า 7,000 ล้านบาท หวังฤดูกาลขายในไตรมาส 4 ผลักยอดขายเข้าเป้า พูดแผนลงทุนสาขาย่อย จับมือโฮมโปรฯ เช่าพื้นที่ 300-400 ตร.ม.ในทุกสาขาใหม่ เปิดa SB Design Square คาด 3-5 สาขาต่อปี ปี 58 เล็งทุ่มงบ 400 ล้านบาท ผุดสาขาใหญ่ เซ็นทรัลเวสต์เกต บางใหญ่

น.ส.ธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหารฝ่ายงานการตลาด กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2557 เอสบีฯ เร่งรับมอบสินค้าในออเดอร์เก่า สภาพการณ์ตลาดเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างซบเซา เนื่องด้วยกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวลง ประกอบกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีการชะลอการพัฒนาโครงการ พร้อมทั้งผู้บริโภคมีการชะลอรับโอนที่อยู่อาศัย ทั้งโครงการแนวสูง พร้อมด้วยแนวราบออกไป เนื่องมาจากได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง พร้อมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อ กำลังซื้อ พร้อมด้วยความเชื่อมั่นสำหรับผู้บริโภค

นับตั้งแต่เหตุดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างมาก ด้วยว่าผู้ประกอบการโครงการแนวสูง พร้อมกับแนวราบได้ชะลอคำสั่งซื้อ พร้อมทั้งเลื่อนการรับมอบเฟอร์นิเจอร์ในโครงการที่มีการสั่งซื้อสินค้าไว้แล้วออกไป ทำให้ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งมีรายได้ลดลง ซึ่งเอสบีฯ ก็เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย

น.ส.ธัญญรักข์ กล่าวว่า ในระยะเวลาที่ผ่านมาได้จับมือกับบริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นพันธมิตรทางการค้า ซึ่งตกลงว่า เอสบีฯ จะเช่าพื้นที่โฮมโปรในทุกสาขาที่เปิดใหม่ จำนวน 300-400 ตารางเมตร (ตร.ม.) เพราะเปิดสาขาเอสบีฯ ซึ่งถือเป็นสาขาขนาดกลางพร้อมด้วยเล็กของบริษัทในการขยายตลาดออกไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ในแต่ละปีบริษัทจะมีการลงทุนเปิดสาขาใหม่เพิ่มปีละ 3-5 สาขา ซึ่งจะใช้งบลงทุนต่อสาขา 10 ล้านบาท

ส่วนการเปิดตัวสาขนาดใหญ่เช่นนั้นจะพิจารณาตามแนวโน้มการขยายตัวเกี่ยวกับตลาดอสังหาฯ พร้อมกับความต้องการสินค้าตกแต่งบ้านในพื้นที่ โดยล่าสุด เอสบีฯ เร่งรับมอบสินค้าในออเดอร์เก่า บริษัทได้เปิดตัวศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์พร้อมด้วยสินค้าตกแต่งบ้าน SB Design Square สาขาราชพฤกษ์ ซึ่งใช้งบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ในการพัฒนาพื้นที่ 23,000 ตร.ม. ให้เป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ พร้อมด้วยสินค้าตกแต่งบ้าน เพราะว่าหวังว่าจะมีรายได้จากสาขาดังกล่าวประมาณ 50 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมกับในปี 2558 จะมีการลงทุนเปิดสาขาใหม่ ซึ่งเป็นสาขาขนาดใหญ่ คือ สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต บางใหญ่ ซึ่งจะใช้งบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท เพิ่มอีก 1 สาขา

โมเดิร์นฟอร์ม ประสานมือ ร่วมทุน “อิโตกิ” ผุดโรงงานในพม่า สิ้นปีได้ข้อสรุป ประมาณใน 3 ปีรายได้ต่างประเทศเพิ่ม 10%

โมเดิร์นฟอร์ม จับมือญี่ปุ่นบุกพม่า

 

โมเดิร์นฟอร์มสบช่อง ร่วมทุน “อิโตกิ” ผุดโรงงานในพม่า สิ้นปีได้ข้อสรุป คาดหมายใน 3 ปีรายได้ต่างประเทศเพิ่ม 10%

นายทักษะ บุษยโภคะ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.โมเดิร์นฟอร์มกรุ๊ป บอกกล่าวว่า  โมเดิร์นฟอร์ม ร่วมทุน อิโตกิ  บริษัท มีแผนขยายฐานการผลิตในประ เทศ โดยเฉพาะในตลาดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงแม้ธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์มีการชะลอตัว ซึ่งในปัจจุบันบริษัทมีการจำหน่ายผ่านโครงการ 80% พร้อมกับธุรกิจค้าปลีก 20% นอกจากนี้บริษัทจะมีการขยายธุรกิจค้าปลีกรูปแบบใหม่ สเปเชียลตี้สโตร์ มีสินค้าเฉพาะอย่างเหมาะในแต่ละทำเล ซึ่งมีแผนจะเปิด 4-5 แห่งก่อนในปีหน้า จะใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 20 ล้านบาท

สำหรับการขยายการผลิต ในต่างประเทศนั้น บริษัทเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ใน ย่างกุ้ง ประเทศพม่า เนื้อที่ประ มาณ 10 ไร่ หมายใช้เงินทุนกว่า 10 ล้านบาท ยกเว้นร่วมทุนสร้างโรงงานในพม่าแล้ว ยังขยาย ความร่วมมือในการทำตลาด โดย การนำสินค้าเฟอร์นิเจอร์ไปจำ หน่ายที่ญี่ปุ่น พร้อมด้วยนำสินค้าของ อิโตกิมาขายในเมืองไทย โดยรูปแบบความร่วมมือจะเป็นทั้ง การนำสินค้าโมเดิร์นฟอร์มไปจำ หน่ายที่ญี่ปุ่น หรือไม่นำเฟอร์นิเจอร์จากญี่ปุ่นมาจำหน่ายในไทย

“บริษัท โมเดิร์นฟอร์ม ร่วมทุน อิโตกิ  ซึ่งเป็นบริษัท ท็อปทรีด้านเฟอร์นิเจอร์ของประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะสามารถหาข้อสรุปได้ภายในสิ้นปี 2557 โดยมีสัดส่วนการร่วมทุนที่ 50:50% เพราะว่ามั่นใจว่าในต้นปี 2558 จะสามารถจัดตั้งพร้อมทั้งจดทะเบียนบริษัทได้” นายทักษะกล่าว

นายทักษะกล่าวว่า โมเดิร์นฟอร์ม ร่วมทุน อิโตกิ การร่วมทุนครั้งนี้เพราะว่าขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาเปิดสำนักงานในเมืองไทยมากกว่า 4,000 ราย หมายรวมถึงรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เป็นต้นว่า กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม นอกจากนั้นมีแผนนำบริษัทดังกล่าวเข้าไปร่วมดำเนินธุรกิจกับคู่ค้าในอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งหวังว่าในปี 2557 นี้มีรายได้เติบโตต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 15% หรือ 4,000 ล้านบาท พร้อมด้วยภายใน 3 ปีรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 10% ของรายได้รวม” นายทักษะกล่าว

เนอวานา สนับสนุนความแข็งแกร่งจ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน เสริมศักยภาพลุยอสังหาฯ

เนอวานา เสริมแกร่งดึงกองทุนนอกร่วมทุน

“เนอวานา” จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน เสริมศักยภาพลุยอสังหาฯ ก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ บอกแผนลงทุนปี 58 เปิด 6 โครงการ มูลค่า 9,000 ล้านบาท มุ่งมั่นยอดขาย 4,000 ล้านบาท ล่าสุดอัดแคมเปญใหญ่ซื้อบ้านแถมรถหรู BMW มินิคูเปอร์ เบนซ์ฯ มูลค่ารวมกว่า 60 ล้านบาท หวังดันยอดขาย ตามเป้า 2,400 ล้านบาท
เนอวานา เสริมแกร่ง จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน
นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด เปิดใจว่า บริษัทมีแผนที่จะหาผู้ร่วมทุนด้วยว่าจะเพิ่มศักยภาพในการลงทุนพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้มากขึ้น โดยเฉพาะด้านเงินลงทุนซึ่งขณะนี้มีกองทุนอสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ 2 ราย จากประเทศญี่ปุ่นพร้อมด้วยสิงคโปร์ รวมถึงกลุ่มนักลงทุนไทย เข้ามาเจรจาร่วมทุนกับบริษัท ซึ่งคาดว่าจะข้อสรุปภายในเดือนมีนาคม ปี 2558 ก่อนที่จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงไตรมาส 2/58 หรือไม่ช่วงไตรมาส 4/58 เพราะว่าบริษัทต้องการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 715 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท

สำหรับแผนลงทุนในปี 2558 จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน ตั้งเป้าเปิด 6-7 โครงการ มูลค่ารวม 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมีเนียม 2-3 โครงการ ได้แก่ โครงการบริเวณเจริญนคร ซึ่งบริษัทได้ซื้อทรัพย์จากกรมบังคับคดี เดิมเป็นของบริษัท สิงห์แลนด์ ริเวอร์ไซด์ จำกัด บริษัทลูกของ สิงห์แลนด์ จำกัด (มหาชน) เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมใบอนุญาตก่อสร้าง พัฒนาเป็นอาคารสูง 48 ชั้น จำนวน 140 ยูนิต แบ่งเป็นโรงแรมหรู 80 ห้อง พร้อมทั้งคอนโดฯ 70 ยูนิต ราคาขายไม่ต่ำกว่า 2.5 แสนบาทต่อตร.ม. ขนาดห้องตั้งแต่ 100 ตร.ม.ขึ้นไปราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาทไปจนถึงกว่า 120 ล้านบาท มีแผนเปิดตัวช่วงไตรมาส 2/58 พร้อมกับอีก 1 โครงการตั้งอยู่บนถนนเกษตรนวมินทร์ ตรงข้ามโรงเรียนเลิศหล้า พัฒนาเป็นอาคารสูง 8 ชั้น 4 อาคาร จำนวน 600 ยูนิต ราคา 6.5 หมื่นบาทต่อตร.ม. หรือยูนิตละ 1 ล้านต้น

สำหรับเป้าหมายยอดขายในปี 57 ตั้งเป้า 4,000 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 2,500 ล้านบาท ส่วนในปี 57 นี้บริษัทตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 2,400 ล้านบาท 9 เดือนขายไปได้ประมาณ 1,500 ล้านบาท เหลืออีกคร่าวๆ 1,000 ล้านบาทในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมาสร้างยอดขายไปได้แล้ว 400 ล้านบาท คงเหลือยอดขายที่ต้องทำอีก 600 ล้านบาท

“ในช่วงที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าที่เข้าเยี่ยมชมโครงการไม่เคยตก กลับตัดสินใจซื้อยากขึ้น ซึ่งเหลืออีกประมาณ 600 ล้านบาท บริษัทจึง จ่อดึงกองทุนนอกร่วมทุน ได้จัดแคมเปญใหญ่ “YOU WILL ENVY ME” สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านของบริษัทรับฟรีทันทีรถยนต์ยี่ห้อ BMW X1, มินิคูเปอร์ พร้อมด้วยเบนซ์ สำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านในแบรนด์เนอวานา บียอนด์ ระดับราคาตั้งแต่ 15 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่ 25 หลัง มูลค่า 375 ล้านบาท พร้อมด้วยลูกค้าที่ซื้อบ้านแบรนด์อื่นระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปแถมรถยนต์ฮอนด้าแอคคอร์ด และฟอร์ด เอคโค่สปอต มูลค่ารถรวมกว่า 60 ล้านบาท” นายศรศักดิ์ กล่าว

ศุภาลัย” เล็งเปิดอีก 7 โครงการ พร้อมทั้งตั้งเป้าปีหน้าไม่ต่ำกว่า 15% ภาพรวมตลาดอสังหาจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ศุภาลัยเล็งเปิดอีก7โครงการใหม่ในปีนี้

นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการพร้อมกับรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ ศุภาลัยเล็งเปิด 7 โครงการ คาดหวังว่ายอดโอนโครงการไตรมาส 3 จะทำได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 พร้อมทั้งไตรมาส 2 รวมกันที่ทำได้ราว 6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าในไตรมาส 3 มียอดขายขยายกว่าเท่าตัว จากไตรมาส 1 พร้อมกับไตรมาส 2 รวมกันที่ 7,800 ล้านบาท

” ณ เวลานี้กำลังซื้อกลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยอดขาย 9 เดือนอยู่ที่ 15,000 ล้านบาท หรือเติบโตกว่าเท่าตัวในช่วง Q3 เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกที่ทำได้ 7,800 ล้านบาท ขณะที่คาดว่าในไตรมาส 4 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีนี้ เนื่องจากจะมีการโอนโครงการกว่า 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งเรามั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 20,000 ล้านบาท หรือไม่อาจจะมากกว่าแม้โครงการเวลลิงตัน 1 โอนได้ทันภายในปีนี้ ส่วนยอดขายเชื่อว่าจะเป็นไปตามที่เป้าหมาย 22,000 ล้านบาท” นายไตรเตชะ กล่าว

สำหรับระยะที่เหลือของปีนี้ ศุภาลัยเล็งเปิด 7 โครงการ แบ่งเป็นแนวราบ 4 โครงการ มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 6,500 ล้านบาท

ศุภาลัย เล็งเปิด 7 โครงการ ใหม่ในปีนี้

บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้พร้อมทั้งยอดขายปีหน้าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 15% จากปีนี้ที่ตั้งไว้ราว 20,000 ล้านบาท และ 22,000 ล้านบาท เป็นลำดับ เพราะว่าปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขายรอโอน (Backlog) กว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในปีหน้า 15,000 ล้านบาท ที่เหลือจะทยอยรับรู้ถึงปี 2560

ขณะที่บริษัทฯ คาดหวังว่าจะมีการเปิดโครงการใหม่ในปีหน้า มูลค่าไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท โดยบริษัทฯมีที่ดินรอพัฒนาถึง 30 แปลง หรือไม่ก็คิดเป็นมูลค่าโครงการกว่า 33,000 ล้านบาท ซึ่งจะรองรับการเปิดโครงการใหม่ได้ราว 1 ปีครึ่ง พร้อมทั้งบริษัทฯ มีการเดินหน้าซื้อที่ดินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง

นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยว่า บริษัทฯตั้งเป้าหมายบวกสัดส่วนโครงการต่างจังหวัดเป็น 30% ในปี 2558 จากปีนี้ที่มีสัดส่วนราวกว่า 20% เป็นไปตามแผนงานระยะยาวของบริษัทฯที่จะเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด เนื่องแต่เป็นกลุ่มที่แผ่ขยายโครงการใหม่ได้ง่ายกว่าในเมืองพร้อมด้วยมีโอกาสการเติบโตสูงในอนาคต

“ตอนนี้ที่ดินในกรุงเทพฯเหลือไม่มากนักพร้อมด้วยมีราคาค่อนข้างสูง เราจะไปเน้นที่ต่างจังหวัดมากขึ้น ศุภาลัย เล็งเปิด 7 โครงการ เป็นบริษัทแรกๆที่เจาะกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด โดยเหตุขยายได้ง่ายกว่าและมีศักยภาพการเติบโตในอนาคตสูง โดยเราไม่หวั่นภาวะ Over Supply มากนัก ซึ่งเราจะคัดเลือกทำเลที่เหมาะสมและเจาะกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสำหรับอยู่อาศัย ส่วนภาพรวมตลาดอสังหาในปีหน้าคะเนว่าจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

PS ปี 58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ เดินเครื่องผลิต รง.พรีคาสท์ งบลงทุน 2,300 ล้านบาท

ด้วยภารกิจการสร้างอัตราเติบโตปีละ25% PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ เดินเครื่องผลิตโรงงานพรีคาสท์ 2 โรง ที่นวนคร งบลงทุน 2,300 ล้านบาท กับเมื่อรวม 5 โรงงานเดิม ส่งผลความสามารถผลิตบ้านได้สูงถึง 1,120 หลังต่อเดือน บอกปี 58 ลงทุนผุด 80 โครงการ จ่อขึ้นราคาขายบ้าน 2-3% คอนโดฯ 5% รับต้นทุนก่อสร้างที่ปรับขึ้นกว่า 5% ด้านแสนสิริ เดินหน้าตรวจคุณภาพงานก่อสร้างคอนโดมิเนียม 5 โครงการรวด กรุงเทพฯ-สุราษฎร์ฯ-ภูเก็ต เตรียมยกให้ให้ลูกค้าในปีหน้า

นายทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการบริหารพร้อมด้วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ไม่ก็ PS กล่าวว่า PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ ได้ลงทุนสร้างโรงงานพรีคาสท์แห่งใหม่เพิ่มเป็น 2 โรงงาน บนพื้นที่ 130 ไร่ ใช้เงินลงทุนถึง 2,300 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันงานก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่า 80% ซึ่งทั้ง 2 โรงงานใหม่ มีกำลังการผลิตบ้านประมาณ 480 หลังต่อเดือน ล่าสุดใช้กำลังผลิต 60% สำหรับกำลังการผลิตทั้งหมด และเมื่อรวมกับ 5 โรงงานเดิมที่ลำลูกกา ซึ่งมีกำลังการผลิต 640 หลังต่อเดือน ทำให้ความสามารถในการผลิตบ้านต่อเดือนสูงถึง 1,120 หลัง และสอดรับต่อแผนการเปิดโครงการใหม่ เช่นนี้ การใช้เทคโนโลยีพรีคาสท์ ทำให้การส่งมอบบ้านลดลงจากเดิมราว 100 วัน ลงมาอยู่เฉลี่ยที่ 90 วัน ช่วยให้โครงการของบริษัทมีการส่งมอบบ้านได้เร็วขึ้น

“แบบอย่างที่ PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ ดำเนินการเป็นไปให้รับต่อนโยบายเป้าหมายการเติบโตปีละ 25% รวมทั้งเชื่อว่าผลการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน พร้อมทั้งการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นด้านคมนาคม ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ”

ในส่วนของทิศทางการลงทุน PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ  เป็นที่ชัดเจนจะมีการเปิดโครงการใหม่ประมาณ 80 โครงการ เพราะ 11 โครงการ ได้เลื่อนการเปิดจากปีนี้ไปเปิดต้นปี 58 ยิ่งไปกว่านี้ จะเปิดโครงการคอนโดมิเนียมติดกับเซ็นทรัลเวสเกต บางใหญ่ โดยใช้ชื่อแบรนด์ “พลัม” มูลค่ากว่า 4,000ล้านบาท เปิดในช่วงต้นปีหน้า เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 35 ชั้น จำนวน 5 ตึก มีจำนวนยูนิตราว 3,000 ยูนิต บนพื้นที่ 17 ไร่ ติดกับเซ็นทรัลเวสเกต บางใหญ่

นายทองมา กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้ต้นทุนค่าวัสดุก่อสร้าง ต้นทุนการก่อสร้าง กับราคาที่ดินได้ปรับตัวติดต่อกัน ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยมามากกว่า 5% แล้ว ทำให้บริษัทต้องปรับราคาขายโครงการแนวราบเพิ่มขึ้นในปีหน้าอีก 2-3% และโครงการคอนโดมิเนียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% จากปีนี้ โดยเฉพาะราคาที่ดินสำหรับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม

ด้านนายเลอศักดิ์ จุลเทศ รองประธานกรรมการบริหารพร้อมทั้งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท พฤกษาฯ กล่าวถึงยอดขายของบริษัท 11 เดือน ประมาณการว่าเกิน 35,000 ล้านบาท หลังสิ้นเดือน ต.ค ที่ผ่านมา บริษัททำยอดขายได้ 35,000 ล้านบาท ดังนี้ บริษัทคาดหมายว่ายอดขายทั้งปีจะใกล้เคียงเป้าหมายที่ตั้งไว้ 43,000 ล้านบาท

“ยอดขายในปีนี้ได้รับผลกระทบการเมืองช่วงต้นปี พร้อมด้วยเศรษฐกิจที่ไม่ดี อีกทั้งหนี้ครัวเรือนของคนในประเทศก็ยังอยู่ในระดับที่สูง ทำให้กำลังซื้อลดลง กับปีนี้ภาพรวมอสังหาฯ ก็ติดลบ ทำให้เราก็ได้รับผลกระทบไปด้วยส่วนหนึ่ง แต่ก็คาดหมายว่ายอดขายทั้งปีอาจจะใกล้เคียงเป้าที่ตั้งไว้ พร้อมทั้งเราก็ยังมีโครงการที่จะเปิดในเดือนสุดท้ายของปีนี้อีก 6-7 โครงการ จากที่ไตรมาส 4 เปิดอีก 10 โครงการ มูลค่า 9,600 ล้านบาท” นายเลอศักดิ์ กล่าว

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจ กับพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แสนสิริ ได้ร่วมกับบริษัทรับเหมาพัฒนาโครงการ พร้อมกับที่ปรึกษาโครงการ ร่วมกันตรวจสอบความเรียบร้อยของการก่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียม 5 โครงการ ของแสนสิริ ทั้งในกรุงเทพฯ พร้อมด้วยต่างจังหวัด รวมประมาณ 2,000 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 8,300 ล้านบาท ตัวอย่างเช่น “นายน์ บาย แสนสิริ” คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้รถไฟฟ้าสถานีวงเวียนใหญ่ “ดีคอนโด โคโค่”จังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรงข้ามเซ็นทรัล สุราษฎร์ธานี รวมถึงที่จังหวัดภูเก็ตอีก 3 โครงการ เป็นต้นว่า “เดอะ เบส ไฮท์-ภูเก็ต” ,“เดอะ เดค” พร้อมทั้ง “บ้านไม้ขาว” คอนโดฯ ติดชายหาดไม้ขาว เพราะว่าโครงการทั้งหมดนี้เตรียมพร้อมส่งมอบห้องพักให้ลูกค้าเข้าอยู่อาศัยในปี58

“สำหรับความคืบหน้า PS ปี58 เพิ่มราคาบ้าน-คอนโดฯ การก่อสร้างคอนโดมิเนียมทั้ง 5 โครงการ ใกล้จะเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดย นายน์ บาย แสนสิริ ภาพรวมก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 75% และมียอดขายไปแล้ว 90% ดีคอนโด โคโค่ เสร็จไปแล้วกว่า 60% พร้อมด้วยมียอดขาย 60% เดอะ เบส ไฮท์-ภูเก็ต ก่อสร้างเสร็จแล้วกว่า 80% และมียอดขายไปแล้ว 60% เดอะ เดค ภาพรวมก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 60% พร้อมทั้งมียอดขายไปแล้ว 60% พร้อมด้วยบ้านไม้ขาว ก่อสร้างเสร็จไปแล้วกว่า 75% พร้อมกับมียอดขายไปแล้ว 55%”

แน่ใจรายได้ตรงเป้าหลังอสังหาฯ “เอสบี” เร่งรับมอบออเดอร์เก่าพร้อมกับสั่งซื้อเพิ่ม

“เอสบี” มั่นใจรายได้เข้าเป้าหลังอสังหาฯ

หลังไตรมาส 3 สัญญาตลาดเฟอร์นิเจอร์เริ่มฟื้น เอสบีฯ ล้มโครงการลดเป้ายอดขายอสังหาฯ เร่งรับมอบสินค้าในออเดอร์เก่า พร้อมทั้งเพิ่มเติมคำสั่งซื้อสินค้าล็อตใหม่ สวนทางช่วงต้นปีผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อ อสังหาฯ เบรกรับมอบเฟอร์นิเจอร์ เหตุผลลูกค้าชะลอรับโอนบ้าน-ห้องชุด ขยายความครึ่งปียอดขาย 40% จากเป้า 7,000 ล้านบาท หวังฤดูกาลขายในไตรมาส 4 ส่งเสริมยอดขายเข้าเป้า บอกแผนลงทุนสาขาย่อย จับมือโฮมโปรฯ เช่าพื้นที่ 300-400 ตร.ม.ในทุกสาขาใหม่ เปิดa SB Design Square คาด 3-5 สาขาต่อปี ปี 58 เล็งทุ่มงบ 400 ล้านบาท ผุดสาขาใหญ่ เซ็นทรัลเวสต์เกต บางใหญ่

น.ส.ธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหารฝ่ายงานการตลาด กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ กล่าวว่า ในช่วงต้นปี 2557 สภาพตลาดเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างซบเซา ทั้งนี้เพราะกำลังซื้อผู้บริโภคหดตัวลง ประกอบกับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์มีการชะลอการพัฒนาโครงการ และผู้บริโภคมีการชะลอรับโอนที่อยู่อาศัย ทั้งโครงการแนวสูง พร้อมด้วยแนวราบออกไป เนื่องจากว่าได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง พร้อมด้วยการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจซื้อ กำลังซื้อ พร้อมกับความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค

นอกจากวัตถุปัจจัยดังกล่าวข้างต้นส่งผลกระทบต่อตลาดเฟอร์นิเจอร์ค่อนข้างมาก เหตุว่าผู้ประกอบการโครงการแนวสูง พร้อมด้วยแนวราบได้ชะลอคำสั่งซื้อ พร้อมกับเลื่อนการรับมอบเฟอร์นิเจอร์ในโครงการที่มีการสั่งซื้อสินค้าไว้แล้วออกไป ทำให้ผู้ประกอบการเฟอร์นิเจอร์ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งมีรายได้ลดลง ซึ่ง เอสบีฯ ก็เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวด้วย

น.ส.ธัญญรักข์ กล่าวว่า ในคราวที่ผ่านมาได้จับมือกับบริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) เป็นพันธมิตรทางการค้า ซึ่งตกลงว่า เอสบีฯ จะเช่าพื้นที่โฮมโปรในทุกสาขาที่เปิดใหม่ จำนวน 300-400 ตารางเมตร (ตร.ม.) สำหรับเปิดสาขาเอสบีฯ ซึ่งถือเป็นสาขาขนาดกลางพร้อมด้วยเล็กของบริษัทในการขยายตลาดออกไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้ในแต่ละปี เอสบีฯ จะมีการลงทุนเปิดสาขาใหม่เพิ่มปีละ 3-5 สาขา ซึ่งจะใช้งบลงทุนต่อสาขา 10 ล้านบาท

ส่วนการเปิดตัวสาขาขนาดใหญ่นั้น เอสบีฯ จะพิจารณาตามแนวโน้มการขยายตัวสำหรับตลาดอสังหาฯ กับความต้องการสินค้าตกแต่งบ้านในพื้นที่ เพราะล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์พร้อมด้วยสินค้าตกแต่งบ้าน SB Design Square สาขาราชพฤกษ์ ซึ่งใช้งบลงทุนกว่า 1,200 ล้านบาท ในการพัฒนาพื้นที่ 23,000 ตร.ม. ให้เป็นศูนย์รวมเฟอร์นิเจอร์ พร้อมด้วยสินค้าตกแต่งบ้าน โดยกะว่าจะมีรายได้จากสาขาดังกล่าวประมาณ 50 ล้านบาทต่อเดือน พร้อมด้วยในปี 2558 จะมีการลงทุนเปิดสาขาใหม่ ซึ่งเป็นสาขาขนาดใหญ่ คือ สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต บางใหญ่ ซึ่งจะใช้งบลงทุนกว่า 400 ล้านบาท เพิ่มอีก 1 สาขา

 

คาดปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโดให้เช่าตามแผน เหตุย่านราชดำริ ห้องชุดให้เช่าน้อย จับต่างชาติอยู่30ปี

 รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด เหตุย่านราชดำริ

 

เล็ง ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ให้เช่าตามแผน 3 ปี ตอบรับกระแสทำเลคอนโดราชดำริหายาก

รีเจ้นท์ฯปรับออฟฟิศทำคอนโด เหตุย่านราชดำริ ห้องชุดให้เช่าน้อย จับต่างชาติอยู่30ปี

นางปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานบริษัท อาคารพาณิชย์ ราชดำริ ผู้ดำเนินธุรกิจให้เช่าพื้นที่สำนักงาน อาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์ เปิดเผยว่า อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำที่ดินอาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์เปลี่ยนไปทำคอนโดให้เช่า เนื่องด้วยมองว่า ตลาดให้เช่าพื้นที่สำนักงานอีก 3 ปี จะมีผู้ประกอบการใหม่เพิ่มมากจนการแข่งขันสูง โดยเบื้องต้นถ้าหากตัดสินใจทำจริงจะเริ่มใน 3 ปีข้างหน้า

ทั้งนี้ ตลาด ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ให้เช่าในพื้นที่ราชดำริมีศักยภาพสูง ก็เพราะว่าในย่านนี้หาทำเลที่ดีทำคอนโดได้ยากแล้ว ซึ่งบริษัทเป็นเจ้าของโฉนดที่ดิน จึงเปลี่ยนไปทำคอนโดได้ โดยมองว่าต้องการทำเป็นคอนโดให้เช่า อาจเป็นระยะเวลา 30 ปี มากกว่าขายขาดเนื่องแต่ต้องการเก็บสิทธิที่ดินเอาไว้ คาดว่าจะได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติที่ไม่ได้ต้องการเป็นเจ้าของสิทธิในที่ดินอยู่แล้ว

นางปิยะมาน กล่าวว่า จะใช้เงินลงทุน50 ล้านบาท ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางของอาคารรีเจ้นท์เฮ้าส์ในช่วงต้นปีหน้า พร้อมทั้งคาดว่าจะดำเนินการเสร็จได้ใน 4 เดือนโดยจะเพิ่มพื้นที่สำหรับค้าปลีก กับนำพื้นที่ด้านหน้าอาคารที่ยังเหลืออยู่มาทำร้านอาหารกินดื่ม ที่เน้นย้ำการออกแบบกลมกลืนกับธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม ด้วยตอบสนองความต้องการของผู้เช่าพื้นที่ในการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม พร้อมทั้งเพิ่มรายได้จากร้านอาหารกินดื่ม ส่วนปัจจุบันมียอดใช้พื้นที่สำนักงานให้เช่า 95%

ก่อนหน้านี้ นายภูมิภักดิ์ จุลมณีโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า ปรับรีเจ้นท์เฮ้าส์ เป็นคอนโด ราคาขายคอนโดย่านกลางเมืองที่เป็นไพรม์แอเรีย เช่นว่า เพลินจิตชิดลม ราชดำริ มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านที่ดินที่มีน้อย ทำให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันซื้อที่ดิน คาดว่าโครงการเปิดใหม่มีโอกาสเปิดขายราคาสูงถึง 3-4 แสนบาท/ตร.ม.

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน พิจารณาเกณฑ์ ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน

สศค.พิจารณาเกณฑ์ยกเว้นภาษีที่ดินพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติม ขยายมูลค่าบ้านเป็น 1.5-2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท

สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ หลังกระทรวงการคลัง ชี้แจงกฎหมายการจัดเก็บภาษีมรดก ผ่านการพิจารณาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว กฎหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินกับสิ่งปลูกสร้าง จะเป็นกฎหมายอีกฉบับ ที่กระทรวงการคลังจะเร่งนำเสนอครม.ในต้นปีหน้า

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภายหลังที่ได้หารือกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสมหมาย ภาษี เบื้องต้นสรุปว่า ร่างพ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะยังคงจัดเก็บที่อัตราเพดาน พื้นที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.5% ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 1% ส่วนที่ดินว่างเปล่าพร้อมกับเพื่อจะการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 4%

ส่วนอัตราการเก็บจริง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะเริ่มพิจารณาเก็บฐานต่ำในอัตราเดิมก่อนหน้านี้ที่ สศค. เคยนำเสนอไว้ หมายถึง ที่เกษตรกรรม ไม่เกิน 0.05% พร้อมกับ ที่อยู่อาศัย ไม่เกิน 0.1% ซึ่งอัตราเก็บจริงจะเก็บครั้งเดียวปีต่อปี ส่วนที่ว่างเปล่าและเพื่อการพาณิชยกรรม ไม่เกิน 0.5% จะทยอยปรับทุก 3 ปี 2 ครั้ง

ทั้งนี้ทั้งนั้น แนวทางปฏิบัติยังต้องพิจารณาเพิ่มปริมาณใน กรณี สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ ที่ได้รับการยกเว้นเสียภาษีพัฒนาจาก “ไม่เกิน 1 ล้านบาท” เป็น “ไม่เกิน 1.5- 2 ล้านบาท” ด้วยว่าให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ กับให้นำมูลค่าบ้านมาหักลดหย่อนตามข้อยกเว้นก่อน แล้วถึงจะนำมูลค่าบ้านที่เหลือไปคิดเป็นมูลค่าของฐานที่จะต้องเสียภาษี

“ภาษีที่ดินพร้อมกับสิ่งปลูกสร้าง จะมีความชัดเจนพร้อมทั้งเสนอเข้าครม.ได้ประมาณมกราคมปีหน้า ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับที่ 2 ซึ่งกระทรวงการคลังต้องการผลักดันแน่นอน”

ทริส หวั่นเก็บภาษีมรดกกระทบกำลังซื้อ

ด้านนายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส เรตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือการที่รัฐบาลมีแนวคิดจะจัดเก็บภาษีมรดกที่อาจได้ไม่คุ้มเสีย เพราะเงินที่จะได้รับจากการจัดเก็บภาษีมีสัดส่วนคิดเป็น 0.5 % ของจีดีพีเท่านั้น สิ่งที่สังคมต้องทำความเข้าใจ คือ เงินมรดก เป็นเงินที่ประชาชนทำงาน และเก็บเงินไว้ให้ลูกหลาน เงินเหล่านี้ผ่านการเสียภาษีมาแล้ว 1 ครั้ง อย่างการเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคล การเก็บภาษีมรดกคือการเก็บภาษีครั้งที่ 2 เช่นนั้นหากรัฐบาลจะทำจริง ต้องอธิบายกับสังคมให้ได้ถึงเหตุผลในการจัดเก็บ

แนะรับสร้างบ้านผนึกกำลังรับเออีซี

นายสุทธิพร สุวรรณสุต นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวในงานสัมมนาทางวิชาการ “ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัย’58 @ ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ในหัวข้อ “ส่องธุรกิจรับสร้างบ้านยุค AEC” ว่า สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ การที่ผู้ประกอบการไทยจะเข้าไปเปิดตลาดรับสร้างบ้านในอาเซียนได้นั้น จะต้องร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการไทยด้วยกัน ด้วยว่าที่ผ่านมาสมาชิกยังไม่เข้มแข็ง ยิ่งไปกว่านี้ยังควรตั้งรับมากกว่าตั้งรุก เน้นย้ำการสร้างตลาดพร้อมกับกลุ่มลูกค้า เพื่อให้สร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง ทำตัวเองให้เป็นตัวเลือกให้กับนักลงทุนจากประเทศต่างๆ เป็นต้นว่า ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย กับสวีเดน ซึ่งจะเข้ามาลงทุนในไทย ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นการเจรจากันบ้างแล้ว

ส่วนกลยุทธ์หากจะรุกตลาดอาเซียน ต้องไปกันเป็นกลุ่ม ที่ผ่านมาสมาคมฯ เน้นหนักการสร้างผู้ประกอบการที่มีคุณภาพพร้อมกับเชื่อมโยงกันระหว่างภูมิภาค ซึ่งในปีหน้าจะเน้นเพิ่มพูนให้แก่ผู้ประกอบการขยายตลาดผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ

ชี้ศึกษากฎ-ระเบียบลงทุนให้ชัด

นายสุทธิพร ยังกล่าวว่า นอกจากการรวมกลุ่มช่วยกันรุกตลาดแล้ว ผู้ประกอบการจะต้องศึกษากฎกับระเบียบต่างๆ ในการเข้าไปลงทุนธุรกิจนี้ในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัญญาการลงทุนต่างๆ สำหรับแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน เป็นต้นว่า สัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติ ในประเทศนั้นๆ

เพราะกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือไม่ก็ซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปลงทุน เนื่องจากมีการพัฒนาที่ช้ากว่าไทยหลายสิบปี ทำให้ขยายเศรษฐกิจมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก

“พม่าถือเป็นประเทศที่น่าสนใจเข้าไปทำธุรกิจ ขณะเดียวกันต้องระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้น เป็นพิเศษการเข้าไม่ถึงนักลงทุนที่แท้จริง แต่จะต้องผ่านตัวแทนหรือนายหน้า ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ต้องรอบคอบ” นายสุทธิพร กล่าว

ตอนที่ความต้องการสร้างบ้านในประเทศลาวพร้อมด้วยกัมพูชานั้นถือว่ามีสูง แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มคนที่มีฐานะ พร้อมด้วยกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติ ซึ่งชื่นชอบในฝีมือแรงงานพร้อมทั้งรูปแบบการออกแบบของคนไทย เพราะว่าระดับราคารับสร้างบ้านเฉลี่ยเริ่มต้นตั้งแต่ 20-30 ล้านบาทด้วยว่าผู้มีฐานะ และ 5-10 ล้านบาท สำหรับนักธุรกิจชาวต่างชาติ

มั่นใจปีหน้าธุรกิจสร้างบ้านโต

ส่วนภาพรวมธุรกิจรับสร้างบ้านในปีนี้ ถือว่าตลาดไม่ปกติ เป็นพิเศษในช่วงไตรมาส 2 พร้อมกับ 3 ของปี ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาการเมือง ราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น ทำให้ชะลอการใช้จ่ายเป็นพิเศษผู้บริโภคระดับรากหญ้า

ข้อเสียแรงงานไทยอายุมาก

นายสราวุธ ไพฑูรย์พงษ์ นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์พร้อมด้วยพัฒนาสังคม สถาบันการวิจัยเพราะด้วยการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ตลาดแรงงานก่อสร้างในไทยส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นพิเศษแรงงานระดับล่าง ซึ่งส่วนใหญ่มาจากกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งรูปแบบที่ถูกกฎหมายพร้อมด้วยผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนใหญ่เข้ามาในรูปแบบนักท่องเที่ยวแต่แอบมาทำงานในไทย

ปัจจุบันแรงงานไทยมี 38 ล้านคน คือแรงงานก่อสร้าง 2.4 ล้านคน เป็นแรงงานระดับล่าง 2 ล้านคน หรือว่าคิดเป็น 82% ขณะที่แรงงานต่างด้าว เช่น พม่า กัมพูชา พร้อมกับลาว อยู่ที่ 6.71 แสนคน คิดเป็น 34% ซึ่งแรงงานเวียดนามมีความต้องการที่จะเข้ามาทำงานในไทยมากกว่าแรงงานจากชาติอื่น

“แรงงานระดับล่างหากแข่งขันกันจริง  เราไม่ได้ส่งแรงงานระดับล่าง แค่เรานำเข้าจากซีแอลเอ็มวี ขณะที่ลาวพร้อมกับกัมพูชาใช้แรงงานจากกัมพูชาพร้อมทั้งจีน สศค.ขยายมูลค่าบ้าน ‘ยกเว้น’ภาษีที่ดินฯ โดยเหตุค่าแรงไม่สูง  ขณะที่ปัญหาของแรงงานระดับล่างของไทยคือ เป็นแรงงานผู้สูงอายุ รวมถึงแรงงานไทยทำงานเป็นฤดูกาล ซึ่งจะต้องหาแรงงานต่างชาติเข้ามาชดเชยซึ่งถือเป็นข้อเสียเปรียบ ขณะที่แรงงานต่างด้าวเป็นวัยหนุ่มสาว”